<

 
ปัญหาเด็กหายนับเป็นปัญหาสำคัญของทุกประเทศทั่วโลก จีนประเทศประชากรมากที่สุดสุดในโลกทุกปีมีเด็กจำนวนหลายร้อยคนหายตัวไปจากครอบครัวในไทยเองก็มีสถิติบ่งชี้ว่ามีเด็กถูกลักพาตัวเดือนละประมาณ10คน ส่วนในประเทศที่เจริญก้าวหน้าอย่างสหรัฐ กลับเป็นประเทศที่ประสบปัญหาเด็กหายมากกว่าเดือนละ20คน จนมีการประกาศให้วันที่ 25 พฤษภาคม(วันเดียวกับที่เด็กชายแพตซ์หายตัวไปจนกลายเป็นคดีดังระดับชาติ)เป็นวันเด็กหายแห่งชาติ

Prisoners คือหนังทริลเลอร์แห่งปีที่ตีแผ่เรื่องเด็กหายได้อย่างลึกซึ้งที่สุด  กำกับโดย เดนิส วิลเลเนฟ นำแสดงโดย ฮิวจ์ แจ็คแมน และ เจค จิลเลนฮาลว่ากันว่าภาพยนตร์เรื่องนี้คือหนึ่งในตัวเต็งรางวัลหลายสาขาในเวทีออสการ์ปีนี้

หนังเล่าถึง เคลเลอร์ โดเวอร์ (ฮิวจ์ แจ็คแมน) พ่อเจ้าระเบียบที่ แอนนา ลูกสาววัย6ขวบหายตัวไปพร้อมกับ จอย ลูกสาวเพื่อนสนิทของเขาในวันขอบคุณพระเจ้า สองครอบครัว ตำรวจ อาสาสมัคร รวมตัวกันค้นหาเด็กน้อยทั้งสอง ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมา กระทั่งหิมะโปรยปรายก็ยังไร้วี่แววเบาะแสเดียวของคดีนี้คือ อเล็กซ์ โจนส์ (พอล ดาโน่) ชายปัญญาอ่อนที่ถูก นับสืบโลกิ (เจค จิลเลนฮาล) ตำรวจเจ้าของคดีผู้มุ่งมั่นในการทำงาน จับได้ในวันเกิดเหตุ
 

ทว่าไม่มีหลักฐานใดๆบ่งชี้ว่าเขาเป็นคนร้าย ผู้ต้องสงสัยได้รับการปล่อยตัว เคลเลอร์ ไม่พอใจอย่างมากเพราะเขาแน่ใจว่า โจนส์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของ แอนนา อย่างแน่นอน เขาจึงทำสิ่งที่ละเมิดกฏหมายด้วยการจับ โจนส์ มาขังไว้ เหมือนที่เขาคิดว่า โจนส์ ทำกับลูกสาวเขาเคลเลอร์ ทรมาน โจนส์ ทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้เขาบอกที่ซ่อน ขณะที่ชายสติไม่ดีบอกว่าเขาไม่รู้ ที่สุด เคลเลอร์ เองยังเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่เขาทำมันมากเกินไปหรือไม่

บทของ Prisoners นั้นยอดเยี่ยม เก็บความลับได้ดี ล่อหลอกเก่ง เดาเนื้อเรื่องได้ยาก ชวนติดตาม ค่อยๆคลี่คลายปมปริศนาคล้ายกับคนดูได้เล่นเกมส์ยังต่อจิ๊กซอว์ไปด้วย นอกจากนี้ยังลุ้นระทึก เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ มีแง่มุมที่เล่นกับจิตใจคน ที่น่าสนใจคือการนำเสนอมุมมองได้มีมิติ รอบด้าน ทั้งฝั่งของครอบครัวเหยื่อ ฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือแม้กระทั่งฝั่งของคนร้าย กระนั้นก็มีบางส่วนที่ตึงเครียดมาก คลุมเครือ กดดัน จนสร้างความอึดอัดเล็กๆสำหรับผู้ที่ไม่นิยมหนังแนวสืบสวน

เมื่อเทียบกับ Law Abiding Citizen หรือ A Time to Kill หนังพ่อแก้แค้นแทนลูก Prisoners ถือว่าไม่ได้แสดงออกรุนแรงเท่า2เรื่องก่อนหน้า แต่ประเด็นความสะเทือนใจของผู้นำครอบครัวที่เสียแก้วตาดวงใจไป หนังเรื่องนี้สะท้อนออกมาได้ถึงแก่น การหายตัวไปของคนในบ้านมันสร้างผลเสียที่กัดกร่อนครอบครัวที่เคยมีความสุขให้การเป็นครอบครัวที่พังพินาศได้ในพริบตา
 

การแสดงของ ฮิวจ์ แจ็คแมน ดูทรงพลังเหลือเชื่อ เริ่มต้นมาเขาเป็นผู้ล่าในการยิงสัตว์ป่า ต่อมาเขาเป็นผู้ออกล่าตัวคนร้ายมาขัง ฉากทรมานผู้ต้องสงสัยของเขาทำให้เราสงสารปนเวทนาในความป่าเถื่อนอันเกิดจากด้านมืดในใจมนุษย์ อีกนัยหนึ่งก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าศาลเตี้ยที่ เคลเลอร์ กระทำเป็นสิ่งที่ชอบธรรมหรือไม่เพราะหากเราสงสัยว่าใครสักคนลักพาตัวลูกสาวไป ในนามของคนเป็นพ่อ การทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ลูกกลับคืนมาไม่น่าพูดเต็มปากได้ว่าผิด

ส่วน เจค จิลเลนฮาล นำเสนอการทำงานของฝ่ายกฏหมายได้อย่างดี คนดูเห็นใจที่นอกจากจะต้องวุ่นวายกับการตามคดีจนไม่มีเวลาพักผ่อนแล้ว ยังต้องคอยดูแลสภาพจิตใจของครอบครัวเหยื่อ รวมถึงต้องรับผิดชอบผลกระทบต่างๆที่เกิดจากการใช้อารมณ์ส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับคดี หากตามหาเด็กเจอเเขาก็แค่เสมอตัวแต่ถ้าคดีปิดไม่ลง คล้ายกับว่าเรื่องเหล่านี้จะตามหลอกหลอนเขาไปชั่วชีวิต

ความยาว2ชั่วโมงกว่าบางคนอาจมองว่าอาจเยิ้นเย้อเกินไปสักหน่อย หากลดสักนิดตัวหนังจะกระชับและลงตัวกว่านี้ แต่ทั้งหมดนี้ให้อภัยได้เมื่อมาถึงฉากจบของ Prisoners มันเป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก นับถือในไอเดียของผู้กำกับจนขอปรบมือให้ดังๆเลย

เมื่อหลายปีก่อนมีคดีในต่างประเทศหนึ่งของทวีปยุโรปที่สะกิดความรู้สึกผม ลูกสาวของชายคนหนึ่งถูกสส.ในสภาข่มขืน ต่อมาคดีไม่คืบหน้า ชายคนดังกล่าวไม่หวังพึ่งกระบวนการยุติธรรมห่วยแตก เขาเดินถือปืนไปยิงสส.คนดังกล่าวเสียชีวิต ลองถามตัวคุณเองดูแล้วหละว่า สิ่งที่เขาทำถูกหรือผิด
 
8.5/10
 
นกไซเบอร์
 
ปล.ผมย้ายบ้านไปที่นี่ https://www.facebook.com/cyberbirdmovie แล้วนะครับ :)
 
อันนี้บล็อกใหม่ https://cyberbirdmovies.wordpress.com
 

edit @ 12 Jul 2016 13:23:54 by นกไซเบอร์

RUSH ศัตรูที่รัก ****4ดาวครึ่ง

posted on 30 Sep 2013 10:37 by cyberbird directory Entertainment
 
นานมาแล้วมีคนเล่าให้ผมฟังว่า ผู้ชมที่ไปดูการแข่งฟอร์มูล่าวันเกินครึ่งคาดหวังที่จะได้เห็นอุบัติเหตุ บวกกับสถิติที่ว่าทุกปีจะมีนักแข่งรถในฟอร์มูล่าตายปีละ2คน ทำให้การแข่งฟอร์มูล่าวันเป็นกีฬาที่อันตรายที่สุดกีฬาหนึ่งของโลก โอกาสในการเสียชีวิตของนักแข่งทุกคนอยู่ที่20%ต่อการแข่ง1ครั้ง ซึ่งพวกเขายอมรับมัน

Rush สร้างจากเรื่องจริงของ2อดีตนักแข่งฟอร์มูล่าวันในช่วงปี 1970 ยุคทองของกีฬาชนิดนี้ คือ เจมส์ ฮันท์ กับ นิกิ เลาดา ทั้งคู่เป็นศัตรูกันตลอดระยะเวลา1ทศวรรต ไม่ว่าจะในหรือนอกสนามกระนั้นคู่ปรับคู่นี่กับมีความแตกต่างกันมากมาย 

เจมส์ ฮันท์ (คริส เฮมเวิร์ท) นักแข่งรถชาวอังกฤษ นอกสนามเป็นหนุ่มเพลย์บอย ชอบปาร์ตี้ เอาแต่ใจ มุทะลุดุดันในสนามเขาเป็นนักแข่งรถที่กล้า บ้าบิ่น พร้อมเสี่ยงเพื่อชัยชนะ ขณะที่ นิกิ เลาดา (แดเนียล บรูห์) นอกสนามเป็นคนเย่อหยิ่ง ปากไม่ดี ชอบดูถูกคน เพื่อนไม่คบ ส่วนในสนาม เขาเป็นคนฉลาด อดทน มีวินัย  
 
หนังเล่าย้อนไปถึงตอนที่ทั้งคู่ยังแข่งรถในฟอร์มูล่าสอง แล้วค่อยๆไต่เต้าขึ้นมาฟอร์มูล่าวัน ด้วยวิธีการคนละแบบ ตัดสลับกับชีวิตนอกสนามที่ต่างก็พบเจอปัญหาพอๆกัน จุดหักเหในชีวิตของพวกเขามาถึงในวันที่แข่งในสนามประเทศเยอรมันนี ฝนตกลงมาหนักมาก นิกิ ซึ่งแต้มนำอยู่และเพิ่งแต่งงานรู้สึกว่าโอกาสในการเสียชีวิตเกิน20%ซึ่งเกินกว่าที่เขาจะยอมรับ แต่ เจมส์ ไม่เห็นด้วยเขาอ้างว่าหากงดแข่ง นิกิ จะได้เปรียบคู่แข่งในการเก็บแต้มช่วงสุดท้าของฤดูกาล เจมส์ เสนอให้มีการโหวต และเขาได้เสียงสนับสนุน 
 
 
นักแข่งทุกคนต้องขับรถที่เบาบางแต่เร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็ว300-400กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไร้อุปกรณ์ป้องกัน นอกจากหมวกกันน็อคกับชุดกันไฟ ในสภาพฝนตกหนัก กับสนามโบราณที่มีโค้งมากจนเป็นที่กล่าวขานว่าคือสุสานของนักแข่งรถ นิกิ เห็นว่านี่มันเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ
 
บทหนังทำได้ดีมาก แม้จะเป็นการเล่าจากเรื่องจริง แต่มีสีสันและครบทุกอารมณ์ ดำเนินเรื่องได้สนุก บทสนทนาเข้าใจง่ายขนาดที่ว่าผู้ชายที่ไม่ชอบเกี่ยวกับรถ ความเร็วหรือแม้แต่ผู้หญิงก็สามารถอินกับเนื้อหาได้ง่ายๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่ชอบรถแข่ง ชอบเรื่องรถ หนังเรื่องนี้ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
 
การแสดงของ คริส เฮมเวิร์ท นับว่ายอดเยี่ยม เขาสลัดภาพ เทพเจ้าถือค้อน ออกมาได้หมด (แม้จะอยู่ในลุคผมทรงเดียวกัน) คนดูเชื่อหมดใจว่าเขาคือนักแข่งรถแต่ที่น่าจับตาคือ แดเนียล บรูห์ กับบทเด่นเป็นครั้งแรกในชีวิต ถือว่าเล่นได้ดีมาก เข้าถึงอารมณ์ การประกบกับ ซูเปอร์สตาร์ไม่สร้างปัญหาใดๆเลย นอกจากนั้น เขายังฉายแสงที่จะเป็นดาวดวงใหม่ในวงการฮอลลีวู้ด
 
นอกจากการกำกับอย่างปรานีตของ รอน ฮาวเวิร์ด และบทชั้นยอดของ ปีเตอร์ มอร์แกน ทีมผู้สร้าง Fast and furious ไม่ทำให้ฝึดหวังทั้งเรื่องการถ่ายภาพ เสียงประกอบ การตัดต่อ Rush จึงเป็นหนังที่ดูสนุกราวกับว่าคุณได้นั่งอยู่ในสนามแข่งของฟอร์มูล่า 
 
 
ชีวิตของทั้งคู่เป็นคู่แข่งกันอย่างแท้จริง เจมส์ มีความสุขกับการใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง นิกิ มีความสุขกับชีวิตเรียบง่าย เป้าหมายในชีวิตหนึ่งเดียวของพวกเขาคือแชมป์โลกฟอร์มูล่าวัน ซึ่งที่จริงมันก็คือชื่อเสียงและการยอมรับ ทว่า ลึกๆแล้วสิ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกันจริงๆอาจเป็น ความโดดเดี่ยว การจับจ้องทุกฝีก้าวของกันและกัน หากไม่ใช่ศัตรูที่เกลียดกันมากก็เป็นเพื่อนที่รักกันมาก แม้ภายนอกคนอื่นจะดูว่าเขาเกลียดกันแค่ไหน ใครเลยจะรู้ว่าพวกเขาห่วงใยกันและกันที่สุด
 
การที่ในชีวิตเรามีศัตรูคู่แข่งในทุกด้่านของชีวิต ข้อดีของมันก็คือการผลักดันกันและกันไปข้างหน้า เหมือนสามก๊กที่มี ขงเบ้ง กับ จิวยี่ โลกฟุตบอลที่มี โรนัลโด้ กับ เมสซี่พวกเขาคงไปไหนไม่ได้ไกล หากไม่มีแรงกดดันจากอีกฝ่าย 
 
สิ่งที่ผู้ชายทุกคนหลงใหลที่สุด อาจไม่ใช่ ผู้หญิง หรือ รถยนต์ แต่คือการแข่งขัน ชายสองคนอยู่หลังเพียงแค่พวงมาลัย พวกเขานั่งในวัตถุที่เคลื่อนที่เร็วที่สุดในโลกและมีความสุขกับการได้อยู่นำหน้าคนอื่น
 
 
9/10
 
นกไซเบอร์
 

edit @ 30 Sep 2013 10:44:25 by นกไซเบอร์

 
โปรโมตออกมาได้น่าสนใจสำหรับ You’re Next เดาไม่ถูกเลยว่าจะเป็นหนังแนวฆาตกรโรคจิต หนังผี หรือแค่หนังฆาตกรรม ตัวอย่างทำได้หลอนพอสมควร ปกติผมชอบหนังแบบนี้อยู่แล้วเลยไม่ลังเลที่จะดู 

You’re Next ใช้ทุนสร้างไม่มาก ดาราที่แสดงในเรื่องก็ไม่มีระดับแถวหน้าของวงการฮอลลีวู้ดเลย กำกับโดยย Adam Wingard ผู้กำกับหนุ่มที่ชื่นชอบในการทำหนังสยองขวัญ 

เรื่องย่อ You’re Next เล่าถึงวันที่ครอบครัว คือ พ่อ แม่ ลูกชาย3คน ลูกสาว1 คนกลับมาฉลองครบรอบวันแต่งงานของพ่อและแม่ที่บ้านตากอากาศหลังใหญ่ในชนบทที่เงียบสงบ ลูกแต่ละคนพาคนรักมาด้วย แรกที่เดียวการพบปะของพี่น้องก็เหมือนจะชื่นมื่นดี ทว่าลึกๆแล้วต่างคนต่างก็มีอะไรอยู่ในใจ
 
 
 
พี่ชายคนโตขาดความมั่นใจไร้ความเป็นผู้นำ น้องชายคนรองปากไม่ดีและเห็นแก่ตัว น้องชายคนเล็กเป็นกุ๊ยไม่เอางานเอางาน น้องสาวคนสุดท้องที่ถูกพ่อแม่ตามใจจนเคยตัว ในคํ่าคืนที่คล้ายจะจบลงด้วยการถกเถียงกันอย่างเคย กลับมีชายแปลกหน้าใส่หน้ากากสุนัขโจมตีเข้ามาในบ้านและไล่ฆ่าพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม 
 
ไม้ตายของหนังสยองขวัญคือบทที่ดี ซึ่ง You’re Next สอบผ่านในจุดนี้ การดำเนินเรื่องลุ้นระทึก แม้จะพอคาดเดาคนร้ายได้บ้างแต่ก็ยังดูสนุก การคลี่คลายปมน่าติดตาม หนังหลอกล่อผู้ชมมาถึงกลางเรื่องก่อนจะมีเซอร์ไพรส์เล็กๆ ขณะเดียวกันก็ยังคงความโหดเหี้ยมเลือดสาดไปตลอดรอดฝั่ง ตีแผ่สัญชาติดิบของมนุษย์แบบถึงใจ ใครขวัญอ่อนนี่มีปิดตาดูกันบ้าง ฉากไล่ฆ่ากันท่ามกลางเสียงเพลงนี่มันจิตมากๆ

ข้อเสียของหนังอยู่ตรงที่ความไม่สมเหตุผลบางประการ อาทิ เรื่องอื่นอาจเจอผู้ร้ายเก่งเกินไป ฆ่าไม่ตาย แต่เรื่องนี้เป็นไปในทางกลับกัน จนเราอดคิดไม่ได้ว่าใครกันแน่เป็นฝ่ายล่า หรือแรงจูงใจของคนร้ายดูไม่มากพอเมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาทำ ซาวด์ประกอบหลอนพอสมควร การถ่ายภาพหม่นๆเข้ากับบรรยากาศน่าฆ่ากันในหนัง 

 
 
 
ด้านการแสดง Sharni Vinson โดดเด่นที่สุดในบทของสาวที่มีสัญชาติญาณเอาตัวรอดสูง ถึงจะดูโอเวอร์ไปบ้าง แต่สิ่งที่เธอทำมันมีพลังและสะใจคนดูจริงๆ ไม่แปลกที่หนังจบจะมีแต่คนพูดถึงการแสดงของเธอ 

You’re Next มีส่วนที่ดีมากกว่าส่วนที่แย่ เป็นหนังสยองขวัญที่มีระดับ เมื่อเทียบกับหนังเนื้อหาคล้ายกันอย่างThe Strangers ที่เรื่องหลัง เหยื่อเหมือนเป็นของเล่นของกลุ่มคนร้าย จึงแทบไม่มีอะไรให้ลุ้น ผิดกับ You’re Next ที่มีการพลิกผันของสถานการณ์ไปมา 

บางครั้งเมื่อเราดูคดีฆาตกรรมโหดในหนังแล้วเคยคิดว่าไม่มีทางเกินขึ้นจริงนั้น แต่หากคุณลองดูข่าวอาชญากรรมที่ออกในทีวีทุกวันนี้ เรื่องจริงที่เกิดบางทีมันโหดกว่าในหนังซะอีก 

7.5/10
 
นกไซเบอร์
 
 
ดูตัวอย่างหนัง You’re Next คืนหอนคนโหด ได้ที่ http://movie.bugaboo.tv/watch/77039

Jobs กับแอปเปิลของเขา ** 2ดาว

posted on 16 Sep 2013 18:27 by cyberbird directory Entertainment
 
เมื่อปีที่แล้วผมซื้อหนังสือชีวประวัติของ สตีฟ จ็อบส์ ที่เขียนโดย วอลเตอร์ ไอแซคสัน บรรณาธิการชื่อดังในสหรัฐฯมาอ่าน ด้วยความหนาของมันจนถึงปัจจุบันผมยังอ่านไปไม่ถึง1ใน4 ประจวบเหมาะกับที่หนัง Jobs เข้าฉายผมจึงวางหนังสือลงเอาที่คั่นกระดาษใส่ไว้แล้วเข้าโรงภาพยนตร์เพื่อศึกษาตัวชายผู้นี้ในรูปแบบการชม
 
Jobs มีชื่อไทยว่า สตีฟ จ๊อป อัจฉริยะเปลี่ยนโลก กำกับโดย โจชัว สเติร์น ในบ้านเราอาจจะมองเป็นหนังฟอร์มยักษ์ แต่สำหรับสหรัฐฯนี่เป็นหนังต้นทุนตํ่า รีบสร้างออกมาในตอนที่กระแสการจากไปของ สตีฟจ็อบส์ ยังไม่จางหายไป เห็นได้จากวันเปิดตัวหนังที่เลือกในช่วงเวลาที่บริษัท แอปเปิล เปิดตัว ไอโฟนรุ่นใหม่ แสดงนำโดย แอชตัน คุชเชอร์ บางฉากถ่ายในสถานที่จริง โดยเฉพาะโรงรถของครอบครัวจ็อบส์ สถานที่จุดกำเนิดเครื่อง Apple I 
 
เรื่องราวคร่าวๆ Jobs กล่าวถึง สตีฟ จ็อบส์(แอชตัน คุชเชอร์) ในวัยหนุ่มที่หันหลังให้กับการเรียนมหาวิทยาลัย และร่วมหัวจมท้ายกับ สตีฟ วอซเนียก (จอช แกด) สร้างเมนบอร์ดรุ่นใหม่ขึ้นมา ก่อนที่ ไมค์ มาร์คคูลา(เดอร์มอท มัลโรนี่) จะช่วยออกทุนก้อนแรกในการตั้งบริษัท แอปเปิล
 
ขณะเดียวกัน จ๊อบส์ ก็ต้องเผชิญปัญหาชีวิตเมื่อ คริส-แอน เบรนแนน(อันนา โอไรลี่ย์) แฟนสาวของเขาท้อง รวมถึงต่อมาเขาก็ต้องพบความยุ่งยากในการทำงานเมื่อบริษัทที่เขาก่อสร้างเติบโตขึ้นและถูกควบคุมโดยนายทุนที่สนใจแต่เรื่องของตัวเลขมากกว่าการสร้างนวัตกรรมใหม่บนโลก
 
 
ช่องโหว่ของหนังมีมากมาย ทั้งตัวบทที่เดินเรื่องตรงแน่ว เรียกว่าแทบจะยกเนื้อหากับบทสนทนาในหนังสือลงมาหมดทำให้หนังขาดมิติ มุมมองของ จ็อบส์ เป็นไปในทางเดียวคือ เดือดดาล พร้อมจะอาละวาดตลอดเวลา เราได้เห็นนิสัยแย่ๆของเขามากมายจนไม่อาจบอกได้ว่าดูแล้วจะรู้สึกปลื้มเขา ในฐานะหนังสร้างแรงบันดาลใจข้อนี้จึงสอบตก 
 
การตัดต่อโดดไปมาทำให้ผู้ชมสับสนในการลำดับเวลา ซีนอารมณ์ทำได้ไม่สุด รวมถึงบทสนทนาบางตอนที่เน้นใช้ศัพท์ไอทีจนอดเป็นห่วงคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการนี้หรือเด็กๆที่อาจจะตามไม่ทันได้ ยิ่งเมื่อเทียบกับ the social network หนังชีวประวัติของของผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ เรื่องหลังดูมีชั้นเชิงกว่ามาก ทั้งอารมณ์ขัน การเสียดสี เนื้อหาสดใหม่ดูวัยรุ่นกว่ามาก หากจะเปรียบเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ Jobs เป็นแค่เครื่องพีซีเก่าๆ ส่วน the social network คือ โน๊ตบุ้คเครื่องบางดีไซน์เก๋ไก๋ ไม่น่าแปลกใจที่ Jobs ได้คะแนนจากเว็บวิจารณ์หนังน้อยจนน่าใจหาย
 
สิ่งที่ทำได้ดีใน Jobs มีสองอย่างคือ เสื้อผ้าหน้าผมของตัวละคร ฝ่ายคอสตูมกับฝ่ายฉายใส่ใจในรายละเอียดพอสมควร เราไม่เห็นอะไรที่ไม่สมควรเห็นในฉายยุคปี70-80 อีกอย่างคือเพลงประกอบที่ปลุกเร้าอารมณ์สอดรับกับเนื้อหาของเรื่องดี โดยเฉพาะเพลง CANT HOLD US ที่สร้างความคึกคักได้อย่างดี 
 
 
ด้านการแสดง แอชตัน คุชเชอร์ นับว่าสอบผ่าน แม้บุคลิกส่วนตัวของเขาจะดูทะเล้นมากกว่าจะมาเล่นบทจริงจัง แต่เขาทำได้ดีพอสมควร ไม่พยายามที่จะทำตัวเหมือน สตีฟ จ็อบส์ ตัวจริงเกินไป ที่น่าชื่นชมอีกคนคือ จอช แกด การรับบทเด่นครั้งแรกในชีวิตเป็น สตีฟ วอซเนียก คู่หูที่สร้าง สร้างเครื่องแอปเปิลมาด้วยกันกับจ็อบส์ จอช ถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครได้ดี เขาเป็นคนเดียวในเรื่องที่ทำให้คนดูรู้สึกขำและเศร้าไปด้วยได้
 
ปัญหาใหญ่ๆของ Jobs คือการเลือกช่วงเวลาในการเล่าเรื่อง ชีวิตจ็อบส์ในยุคหลังจากปี90มีอะไรให้เล่นมากมายทั้งการต่อสู้กับโรคมะเร็ง การขับเคี่ยวกับ Samsung นอกจากนั้นการที่หนังเทนํ้าหนักของเรื่องไปกับการเชีอดเฉือน หักหลังกันในวงการธุรกิจมากเกินไป และละเลยความน่าสนใจในการประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆของแอปเปิล คนดูจึงไม่ได้อะไรไปกว่าการได้เห็นชายหัวขบถต่อต้านสังคม ประเด็นปัญหาชีวิตครอบครัว ปมเรื่องความเป็นเด็กกำพร้า ถูกแตะเพียงแผ่วเบาทั้งที่หนังควรจะนำมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่านี้
 
Jobs นำเสนอภาพของชายผู้เปลี่ยนโลกเพียงแค่ในวัยหนุ่มเท่านั้น สตีฟ จ็อบส์ ใน Jobs จึงเป็นชายที่เรารู้สึกสงสารมากกว่าชื่นชม นิสัยแย่ๆในช่วงนั้น อาทิ โมโหร้าย เห็นแก่ตัว เจ้าคิดเจ้าแค้น ไม่รับผิดชอบ โยนความผิดให้คนอื่น ทำให้เพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายด้วยกันมาค่อยๆเดินออกจากชีวิตของเขาทีละคน จนสุดท้ายเขาถูกปล่อยให้อยู่กับสิ่งที่รักเพียงคนเดียว นั่นก็คือ แอปเปิล ผลไม้ที่เขาทุ่มเทให้ทั้งชีวิต ว่าแล้วผมก็ขอกลับไปอ่านหนังสือต่อดีกว่า 
 
6/10
 
นกไซเบอร์
 
ดูตัวอย่างหนัง Jobs สตีฟ จ็อบส์ อัจฉริยะเปลี่ยนโลก ได้ที่ http://movie.bugaboo.tv/watch/81358

edit @ 17 Sep 2013 09:03:38 by นกไซเบอร์

 
ออกตัวก่อนว่าผมยังไม่เคยอ่าน The Man Who Laughs ของ วิคเตอร์อูโก้ นักเขียนชื่อดังชาวฝรั่งเศสในฉบับของวรรณกรรมมาก่อน พอทราบคร่าวๆเพียงว่าเป็นเรื่องแนวรักโรแมนติกแบบโศกนาฏกรรมทำนอง โรมิโอ กับ จูเลียต เคยถูกนำมาเล่นเป็นละครเวทีและทำเป็นหนังมาหลายครั้ง
 
The Man Who Laughs กำกับและเขียนบทโดย ฌอง ปิแอร์ อเมรีส์ เป็นหนังสัญชาติฝรั่งเศส ใช้นักแสดงฝรั่งเศสเป็นหลัก พูดภาษาฝรั่งเศสทั้งเรื่อง โดยได้ มาร์ค อองเดรย์กรองแดง พระเอกสุดฮ็อตของเมืองนํ้าหอมมารับบท กวินแปลน ว่ากันว่าตัวละครนี้เป็นแรงบันดาลให้ผู้เขียนเรื่อง Batman สร้างตัวร้ายชื่อ โจ๊กเกอร์ ขึ้นมา 
 
เรื่องราวของ The Man Who Laughs บอกเล่าถึงชีวิตของ กวินแปลน(มาร์ค อองเดรย์กรองแดง) เด็กชายที่ถูกจับกรีดหน้าโดยลัทธิมืด วันที่ถูกทิ้งเขาเดินฝ่าพายุหิมะมาเจอเด็กหญิงคนหนึ่งจึงอุ้มมาขอความช่วยเหลือกับ เออซุส(เจอร์ราด เดอปาร์ดิเออ) ชายเร่ร่อนร่างอ้วนที่หากินกับการเล่าเรื่องแต่งของตัวเอง เขารับเลี้ยง กวินแปลน กับเด็กหญิง และตั้งชื่อให้เธอซึ่งถูกหิมะกัดจนตาบอดสนิทว่า เดอา(คริสตาร์ เทอเร่ย์)
 
 
ทั้งสามคนพเนจรไปทั่ว กวินแปลน กับ เดอา เริ่มเติบโตขึ้น แผลที่ใบหน้าของ กวินแปลน ใหญ่ขึ้นจนถูกเด็กรุ่นเดียวกันล้อ เขาต้องใช้ผ้าปิดปากตลอดเวลากระทั่งวันหนึ่ง กวินแปลน โผล่มาเปิดเผยใบหน้าขณะที่ เออซุส กำลังเล่าเรื่อง ทว่าชาวบ้านกลับตลกและหัวเราะชอบใจตัวเขาอย่างมาก หลังจากนั้นชายผู้มีใบหน้าซึ่งมีรอยยิ้มติดอยู่ตลอดเวลาก็โด่งดังขึ้นเป็นโจ๊กเกอร์ เปิดการแสดงไปทั่วประเทศ ต่อมาคณะพวกเขาตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวง สถานที่อันนำโศกนาฏกรรมมาสู่ความรักของกวินแปลน และ เดอา
 
บทของหนังยึดตามต้นฉบับไม่มีการดัดแปลงส่วนสำคัญ เนื่อเรื่องราบเรียบไม่ค่อยมีจุดตื่นเต้นมากนัก ออกแนวขับอารมณ์เศร้า บทสนทนามีทั้งพูดกันปกติและร้องเป็นเพลงเหมือนละครเวทีฉากและบรรยากาศทำได้สวยงามในโทนหม่นหมอง ศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ กวินแปลน น่าเสียดายที่ภูมิหลังของเขาปูพื้นไว้น้อยเกินไป โดยเฉพาะที่มาของแผลเป็นบนใบหน้าของเขา ซึ่งเป็นปมติดตัวที่ถูกนำมาใช้ตลอดทั้งเรื่อง 
 
มาร์ค อองเดรย์กรองแดง โดดเด่นมากในบท กวินแปลน รอยกรีดบนใบหน้าไม่เป็นอุปสรรคในการปกปิดความหล่อเหลาของเขา เรียกว่าดูดีทั้งๆที่หน้ามีแผลเป็นใหญ่โตแววตาโศกรับกับปมเในใจ รอยยิ้มของเขาจึงดูเศร้าพิกล คริสตาร์ เทอเร่ย์ ก็ทำได้ดีเช่นกัน เดอา ในหนังดูงดงามบริสุทธิ์มากแม้ว่าเธอจะเล่นเป็นสาวตาบอด ส่วน เจอร์ราด เดอปาร์ดิเออ นักแสดงรุ่นเก๋าถือว่าเป็นตัวเดินเรื่องรองจาก กวินแปลน เขาทำหน้าที่เป้นผู้เล่าได้ดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป ทำให้ เออซุส เป็นตัวละครที่มีสเน่ห์
 

 
ความรักของ กวินแปลน ที่มีต่อ เดอา ลึกซึ้งแต่ยังไม่กินใจเหมือนวรรณกรรมรักเรื่องดังของโลก รักของ เดอา ที่มีให้ดูจะมากกว่า กวิน แปลน ซึ่งลังเลสับสน เสียดายแนวคิดเรื่องการเมืองที่ถูกปล่อยในช่วงท้ายทรงพลังมาก กระนั้นกลับไม่ได้รับการสานต่อ วิคเตอร์อูโก้ ปล่อยให้ตัวละครสิ้นหวังเช่นเคย ทว่าเมื่อเทียบกับ Les Miserables วรรณกรรมอีกเรื่องของเขา เรื่องหลังแตะประเด็นการเมืองการปกครองอย่างเข้มข้นมากกว่า และจบความรักแบบมีความหวังกว่า
 
ดังนั้นชื่อไทยที่ว่า ปาฏิหาริย์รักจากโจ๊กเกอร์ นั้นดูจะไม่สอดคล้องกับเนื้อหาเท่าไหร่ เพราะ ปาฏิหาริย์ เดียวของเรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มคือการที่ เด็กชายและเด็กหญิงสามารถรอดชีวิตจากความหนาวเย็นของธรรมชาติอันโหดร้าย น่าเสียดายที่พวกเขาไม่สามารถเอาตัวรอดจากความโหดร้ายของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ 
 
7/10
 
นกไซเบอร์
 
ดูตัวอย่างหนังTHE MAN WHO LAUGHSได้ที่ http://movie.bugaboo.tv/watch/77017

edit @ 11 Sep 2013 12:22:13 by นกไซเบอร์

 
ในยุคที่รัฐบาลแต่ละประเทศอ้างเรื่องความมั่นคงของชาติเพื่อจับตาดูประชาชนของตนเอง เริ่มมีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเกินไปหรือไม่ เพราะรัฐบาลรู้ทุกสิ่งที่เราทำ ทว่าเรากลับไม่รู้สิ่งที่รัฐบาลทำเลย
 
Closed Circuit ปิดวงจร ล่าจารชนเป็นหนังทริลเลอร์จาก จอห์น โครว์ลี่ย์ ผู้เขียนบทที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ และผู้กำกับที่เคยได้รับรางวัลแบฟต้า (ออสการ์ของอังกฤษ) นำแสดงโดย เอริค บาน่า (Hanna,Deadfall) และ รีเบ็คก้า ฮอลล์ (Iron Man 3)
 
ตัวหนังว่าด้วยเรื่องของ มาร์ติน (เอริค บาน่า) กับ คลอเดีย (รีเบ็คก้า ฮอลล์) สองทนายความที่เคยมีความสัมพันธ์กันในอดีต พวกเขาต้องกลับมาทำงานร่วมกันเพื่อเป็นทนายแก้ต่างให้กับ ชายคนหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มผู้ก่อการ­ร้ายข้ามชาติที่วางระเบิดในอังกฤษจนเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่มีคนตายมากมาย
 
 
 
มาร์ติน ถูกสั่งห้ามติดต่อกับ คลอเดีย ตามกฏหมายเนื่องจาก คลอเดีย เป็นทนายพิเศษที่สามารถเข้าถึงข้อมูลลับที่เป็นภัยต่อความมั่นคง พวกเขาสืบลึกเข้าไปเรื่อยๆจนพบว่า ลูกความของพวกเขา ไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายธรรมดา และคดีนี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยMi5 ขณะเดียวกันคนที่ยุ่งเกี่ยวกับคดีนี่เริ่มเสียชีวิตไปทีละคน ทั้ง มาร์ติน กับ คลอเดีย กำลังถูกจับตาโดยหน่วยงานรัฐ พวกเขาจะทำอย่างไรเมื่อยิ่งใกล้ความจริง อันตรายก็ยิ่งใกล้ตัวมากขึ้น
 
บทของ Closed Circuit ทำได้ดีในแง่ของการทำให้คนดูหวาดระแวงตัวละครประกอบในเรื่องว่าใครคือจนท.รัฐที่แฝงตัวมา ค่อยๆเปิดเผยความลับทีละจุด แต่การคลายปมช้าๆเรื่อยๆทำให้ตอนเฉลยไม่ได้เซอร์ไพรส์มาก แม้ไม่ใช่หนังผีแต่มีฉากลุ้นระทึกที่ทำให้สะดุ้งโหย่งอยู่พอสมควร เสียอย่างเดี๋ยวคือบทสรุปของเรื่องที่น่าผิดหวัง มาร์ติน และ คลอเดีย ดูถอดใจเอาดื้อๆเสียอย่างนั้น ทั้งๆที่มุ่งมั่นหาความจริงมาตลอด ความสัมพันธ์ที่แตกร้าวของ มาร์ติน กับ คลอเดีย ถูกปูพื้นน้อยทำให้คนดูไม่อินเท่าไหร่ ซํ้ายังสร้างความสงสัยว่าพวกเขาหย่าร้างกันด้วยเรื่องอะไร 
 
รวมถึงความไม่สมจริงของเนื้อเรื่องที่ปล่อยให้ตัวละครถูกฆ่าตายหรือถูกทำร้ายอย่างง่ายดาย คือทั้งคู่เป็นทนายทำคดีชื่อดังถูกลอบทำร้ายหลายครั้งต้องมีตำรวจมาคุ้มกันแล้ว ส่วนฉากไล่ล่าของผู้ร้ายก็ดูทำแบบขอไปทีและเสียท่าให้กับตัวเอกง่ายเกินจนดูเหมือนเตี้ยมกัน นอกจากนี้ ตัวบทกฏหมายที่ลงรายละเอียดพอสมควรแถมยังเป็นกฏหมายของประเทศอังกฤษอาจสร้างความสงสัยให้คนที่ไม่รู้กฏหมายในหลายจุด
 

 
เอริค บาน่า ทำได้ดีกับบทพ่อม่ายโดดเดี่ยวอารมณ์ร้อนที่มีปมเรื่องชีวิตครอบครัว ด้าน คลอเดีย ในบททนายสาวเก่งถือแสดงได้ยอดเยี่ยม ท่ามกลางหมู่ดาราชายรุ่นเก๋าแห่งวงการฮอลลีวู้ด เธอไม่ได้ดูด้อยลงแต่อย่างใดสิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างคือการถ่ายภาพในกรุงลอนดอนที่ให้บรรยากาศเป็นเมืองสวยงามแบบสงบๆ เจือความลึกลับ แนวทางคล้ายกับ The Ghost Writer
 
บางครั้งหลายสิ่งที่รัฐบาลพูดก็ไม่ใช่ความจริง และเราทำใจให้เชื่อในเรื่องเหล่านั้นไม่ได้ สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ทำได้คือแค่คัดค้านเสียงดังอยู่ในใจ จับกลุ่มกระซิบกระซาบ เพราะความจริงที่เสียงดังมากเกินไปมักนำอันตรายมาสู่คนพูด
 
7/10 
 
 นกไซเบอร์
 
ดูตัวอย่างหนัง Closed Circuit ที่ http://movie.bugaboo.tv/watch/77241
 

edit @ 16 Sep 2013 18:35:38 by นกไซเบอร์

 
แม้วงการหนังไทยจะมีมานานหลายสิบปี เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ยังคงยํ่าอยู่กับที่คือแนวหนังที่ไม่เปิดกว้างนักภาพยนตร์ทำเงินทั้งหลายมีเพียง หนังตลก หนังผี และ หนังรักเท่านั้น แม้จะมีผู้กำกับหลายคนหาญกล้าทำหนังแนวดราม่า แนวสืบสวน ออกมาบ้าง แต่เกือบทั้งหมดล้มเหลวในแง่ของรายได้ จะมีกล่องไว้ปลอบใจบ้างก็ไม่กี่เรื่อง

ส่วนตัวผมเป็นคนชอบดูหนังแนวสืบสวน และไม่ค่อยพลาดหนังสืบสวนไทยที่เริ่มมีมาให้ชมบ้าง ถึงจะน้อยนิดเพียงปีละเรื่องก็ตาม สารวัตรหมาบ้า คือเรื่องแรก(อาจเป็นเรื่องเดียว)ในปีนี้ของผม แค่ชื่อก็ห่ามแล้ว โปรเจกต์ของ ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล หรือ คุณชายอดัม บุตรของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิมยุคล หรือ ท่านมุ้ย

ความน่าสนใจนอกจากหนังแหวกแนวแล้ว ยังถือว่าเป็นหนังตำรวจ ที่ฝั่งฮอลลีวู้ดเรียกว่า Cop Drama ไม่กี่เรื่องของไทยที่ผ่านมาพอจะเทียบเคียงได้กับ ฝนตกขึ้นฟ้า และ ศพไม่เงียบ แน่นอนว่าสองเรื่องที่ผ่านมาทำรายได้น้อยอย่างน่าใจหายทั้งที่ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์พอสมควร จึงนับเป็นความกล้าอย่างยิ่งของ คุณชายอดัม กับ ค่ายหนังที่ยอมออกทุนให้
 
 
สารวัตรหมาบ้า กล่าวถึงตัว สารวัตรวสันต์ (เต๋า สมชาย เข็มกลัด) นายตำรวจนิสัยดุดัน เลือดร้อน ต้องนำทีมจับตัวคนร้ายในปิดคดีฆาตกรรมเด็ก โดยมี จ่าทอง (โน้ต เชิญยิ้ม) ลูกน้องคู่ใจ กับ ผู้หมวดนลิน (คริสตัล วี) ตำรวจสาวมือใหม่ไฟแรง คอยให้ความช่วยเหลือ
 
ขณะที่ พล.ต.ต.ประพันธ์ (หนึ่ง ชลัฏ ณ สงขลา) เพื่อนนายตำรวจที่ได้ดิบได้ดีใหญ่โตในสายงานบริหารคอยหาเรื่องเอาผิด สารวัตรวสันต์ กับพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายๆอย่าง ทั้ง ชอบกินเหล้า ทำลายข้าวของ ซ้อมผู้ต้องหา ไปจนถึงวิสามัญคนร้าย ซึ่งสารวัตรวสันต์ถือว่ามีชนักติดหลังมากมายจากการทำคดีโดยไม่สนใจหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

ด้านสารวัตรวสันต์ ก็ไม่พอใจ พล.ต.ต.ประพันธ์ ที่เคยพันพันกับภรรยา(ป๊อก ปิยธิดา)ของเขามาก่อน ทั้งคู่จึงเป็นเหมือนคู่กัดกันตลอด และสารวัตรวสันต์ก็มักทะเลาะกับภรรยาเรื่องนี้ประจำ ต่อมาเมื่อสารวัตรวสันต์สืบคดีจนเกือบจะจับตัวฆาตกรได้แล้วพวกเขากลับต้องเจอเหตุการณ์อันน่ากลัว เพราะเหยื่อรายถัดกลับกลายเป็นครอบครัวของสารวัตรวสันต์เสียเอง
 
 
บทหนังเก็บงำความลับได้ดี ถึงจะมีช่องโหว่หลายจุดในแง่ของความสมจริง ความเก่าของสิ่งต่างๆในเรื่องเป็นความตั้งใจที่ล้มเหลว(ตั้งแต่โปสเตอร์) เมื่อมีความใหม่ผสมปนเปจนดูมั่วไปหมด กลายเป็นหนังกลางเก่ากลางใหม่ หากเลือกที่จะทำเป็นหนังพีเรียดไปเลยอาจจะดีกว่านี้ การเล่าเรื่องกระโดดไปกระโดดมาระหว่างปัจจุบันกับอดีตยังไม่ปะติดปะต่อ

หนังมีความเป็นแนวฟิล์มนัวร์(หนังที่ดิบ เถื่อน รุนแรง) แต่ก็มีหลายฉากที่จงใจเกินไป อย่างฉากซ้อมผู้ต้องหา(แต่ผมสะใจแฮะ) ฉากที่สารวัตรโดนโยนกระแทกกระจกในโรงพัก ฉากเซ็กส์ของสารวัตรกับผู้กอง(ช็อตนี้นานเกินไปและดูเจ็บปวดมากกว่าฟิน) การใช้เรื่องราวในอดีตมาหลอกหลอนคนในปัจจุบันแบบ เฉือน หรือ คนโลกจิต ถึงจะคาดเดายากแต่ตอนเฉลยความหักมุมก็ไม่ไม่ได้เซอร์ไพรส์หรือสะเทือนใจเท่าสองเรื่องก่อนหน้า บวกกับการเป็นหนังสืบสวนตำรวจที่ควรเน้นที่การสืบสวนเข้มข้นมากกว่าจะมาดราม่าล้างแค้นกัน

ตัวละคร เต๋าในบท สารวัตรวสันต์ มีแต่ด้านดุดัน โวยวาย จนบางครั้งน่ารำคาญ บทจะดีก็คิคุซะ ผีเข้าผีออกจนอดคิดไม่ได้ว่าแกบ้ารึเปล่า สรุปคือจัดเต็มทุกฉากแต่กลายเป็นล้น ที่โดดเด่นคือ โน๊ตเชิญยิ้ม ในบทจ่าทอง หลายคนอาจเพิ่งรู้ว่าแกมีความสามารถแสดงอารมณ์ทางสีหน้าได้ดีพอๆกับการใช้ปากเล่นมุข และไม่จำเป็นต้องตลก บทนี้เทียบเคียงได้กับ เป้อูซี่ ที่ ป๋าเทพ เคยเล่นในหมาแก่อันตราย ป๊อก ปิยธิดา ในบทเมียสารวัตร เธอยังคงแสดงความยอดเยี่ยมทางการแสดงออกมาได้เสมอ น่าจะเป็นนักแสดงนำที่เล่นดีที่สุดในเรื่อง ส่วนบทหมวดนลิน ที่แสดงโดย คริสตัล วี ดาราสาวหน้าใหม่ถือว่าสอบผ่านแบบเฉียดฉิว บุคลิกเธอไม่ดุดันเอาซะเลย

สิ่งที่โดดเด่นในหนังคือการบันทึกเสียง โดยเฉพาะเสียงปื่นที่ดังสนั่น กระสุนลั่นเฟี้ยวฟ้าวเหมือนเราอยู่ในที่เกิดเหตุ และเพลงประกอบที่เข้ากับตัวหนัง สำหรับการถ่ายภาพมีหลายฉากที่สวยงาม ผู้กำกับเปิดช็อตแรกด้วยการโชว์ลองเทคทำได้ดี ติงนิดเดียวคือกล้องช่วงแรกไหวบ่อยจนเกือบมึนหัว การปรับโฟกัสไปมาก็ทำให้ภาพไม่คม

ช่วงท้ายของเรื่องดูแล้วรู้เลยว่าชะตากรรมของสารวัตรมีหนังเรื่อง Seven เป็นแรงบันดาลใจ ฉากจบเป็นจุดที่ผมประทับใจที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยมีในหนังไทย การปล่อยให้คนดูสรุปตอนจบเอง ช่วยขับเน้นหนังให้ดูอินเตอร์มาก(ในตัวเรื่องมีกลิ่นหนังฮอลลีวู้ดแค่ประปราย) ทำให้คนดูได้อะไรกลับไปคิดต่อ รวมถึงเป็นอุบายให้ผู้ชมบางคนยอมนั่งดูเครดิตภาพสวยๆและฟังเพลงเพราะๆจนจบ เผื่อจะได้เจอปริศนาที่ผู้กำกับทิ้งไว้

สารวัตรหมาบ้า ตีแผ่วงการตำรวจได้น่าสนใจ ไม่ใช่หนังที่พูดได้เต็มปากว่าดี แต่ไม่ได้แย่ขนาดเสียดายเงินแน่ๆ คงบอกได้เพียงว่าเป็นผลงานที่น่าชื่นชมสำหรับผู้กำกับมือใหม่ เขาได้ฝากงานที่น่าสนใจซึ่งสามารถเป็นจุดเล็กๆของความหวังในการเปลี่ยนรสนิยมดูหนังของคนไทย ถึงจะไม่ทำเงิน ก็เชื่อว่า เวทีประกวดหนังจะมอบกล่องให้หนังเรื่องนี้เพื่อเป็นรางวัลในความกล้าหาญ
 
7/10
 
นกไซเบอร์

edit @ 24 Jul 2013 10:24:59 by นกไซเบอร์

 
เมื่อปีที่แล้วหนังเกาหลีเรื่องนี้ได้ปลุกปรากฏการณ์หนังรักโรแมนติกเกาหลี หลังจากหลับไหลไปนานหลายปีให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดย A Werewolf boy พุ่งทยานขึ้นเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้อันดับหนึ่งในแดนกิมจิแซงหน้า Vampire twilight จากฟากฮอลลีวู้ดแบบสบายๆ

ว่ากันว่าความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากหลายปัจจัยทั้ง พล็อตเรื่องที่แปลกใหม่ ดารานำที่เป็นขวัญใจวัยรุ่น รวมถึงการถ่ายภาพที่สวยงาม ซึ่งหนังกวาดรางวัลในประเทศตัวเองไปหลายรางวัล นอกจากนั้นยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในเทศกาลหนังต่างๆมากมาย

ขณะเดียวกันก็มีฉบับนิยายออกวางแผงหนังสือในวันเดียวกับที่หนังฉายวันแรก โดย โจซุงฮี ผู้กำกับได้เขียนสคริปต์หนังเรื่องนี้ขึ้นครั้งแรกที่วิทยาลัยศิลปะภาพยนตร์เกาหลี จากนั้นก็ได้เขียนใหม่หลายรอบก่อนที่จะเป็นหนัง

A Werewolf boy ว่าด้วยเรื่องของเด็กสาวคนหนึ่ง (ปาร์คโบยอง) ที่ป่วยเป็นโรงเกี่ยวกับทางเดินหายใจจึงย้ายครอบครัว (แม่กับน้องสาว) มาอยู่ที่บ้านหลังเก่าในชนบท ในสังคมของชาวเกษตรกรที่มีนํ้าจิตนํ้าใจดีเธอมีเวลาว่างมากเพราะไม่สามารถไปโรงเรียนได้ วันหนึ่งเธอได้พบกับ ชายหนุ่ม(ซงจุงกิ) หน้าตามอมแมมนอนสลบอยู่ในโรงนา ที่ประหลาดคือเขามีพฤติกรรมไม่เหมือนคน แต่กลับดูคล้ายสุนัขมากกว่า แม่ของเธอรับชายหนุ่มไว้ดูแล ซึ่งเด็กสาวต้องคอยสอนให้ชายหนุ่มใช้ชีวิตแบบมนุษย์
 
 
นานวันเข้าจากความใกล้ชิด เธอกับเขาก็ผูกพันธ์กันมากขึ้นจนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันทว่าต่อมาความลับเรื่องชายหนุ่มเป็นใครมาจากไหนก็ได้รับการเปิดเผย ซึ่งเป็นเหตุให้ทั้งคู่ต้องลาจากกัน

บทหนังที่ให้ตัวเอกเป็นมนุษย์หมาป่าแล้วพบรักกับมนุษย์ไม่ใช่พล็อตที่ใหม่อะไร เพียงแต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความรักแบบหนุ่มสาว แม้ตัวละครจะเป็นดาราวัยรุ่น แต่ถูกสื่อให้รักกันแบบข้ามสายพันธ์มากกว่าโดยตัวละครเองก็ยังไม่แน่ใจว่ามันเป็นความรักแบบเสน่หาในวัยหนุ่มสาวหรือความรักแบบซื่อสัตย์ที่เจ้าของมีต่อสัตว์เลี้ยงกันแน่
 
กระนั้นความแฟนตาซีที่ไม่สมจริงนิดๆของมันกลับขับเน้นความโรแมนติกในแบบนิยายชวนฝันหรือการ์ตูนตาหวานได้อย่างดี แน่นอนว่ามันได้ใจสาวๆไปเต็มๆ ซงจุงกิ แสดงบทหมาป่าได้ดีมากๆ เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะการแสดงอาการโกรธซึ่งแสดงสัญชาติญาณดิบของสัตว์ป่าได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วน ปาร์คโบยอง ก็เหมาะสมกับบทสาวขี้โรคที่มีปมในใจ ใบหน้าเศร้าๆของเธอพลอยให้เราอดทุกข์ใจไปด้วย ฉากสะเทือนใจใครอินจัดนี่มีบ่อนํ้าตาแตก เนื่องจากเคมีของพระนางดูเข้ากันมาก
 
 
แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบหนังรักวัยรุ่นออกนํ้าเน่านิดๆ นี่อาจเป็นของแสลงเลยที่เดียว ตัวหนังออกเพ้อหน่อยๆ มีความไม่สมเหตุผลหลายอย่างตัวละครไม่ค่อยมีมิติเท่าไหร่ และออกจะรวบรัดในตอนจบ คิดว่าหากเอาไปทำเป็นซีรี่ย์ที่มีเวลามากกว่าก็อาจจะได้รับความนิยมกว่านี้ก็เป็นได้ หนังได้รับความนิยมสูงอาจเป็นแนวทางที่ชัดเจนของที่ต้องการขับเน้นดารานำชายหญิง จึงไม่ยัดตัวละครส่วนเกินมากมายให้มาแย่งซีนบทนำเหมือนหนังรักวัยุร่นฝั่งฮอลลีวู้ด

ที่น่าชื่นชมอีกอย่างคือการถ่ายภาพ โทนของหนังสมูทเหมือนกับเรามองผ่านเลนส์วินเทจ สีของเสื้อผ้าตัวละครและวิวของทุ่งหญ่า ป่าไม้ ขุนเขาดูอบอุ่นนวลตามาก ถือเป็นผลงานกำกับหนังเรื่องแรกที่ดีที่สุดของ โจซุงฮี เลยทีเดียว

บางครั้งมนุษย์เราหาหนทางมากมายเพื่อที่จะรักษาความสัมพันธ์กับคนรักให้ดำรงอยู่ตลอดไป ผมคิดว่าวิธีมากมายนั้นคงไม่อาจสำเร็จได้ หากปราศจาก ความซื่อสัตย์
 
7.5/10
 
นกไซเบอร์
 
เรื่องราวในหนังเกิดในช่วงยุค 1948-1951 ของประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงหลังสงครามโลกที่หนุ่มสาวต่างใฝ่ฝันถึงชีวิตนอกกรอบ มีอิสระ ได้ผจญภัย เดินทางไกลไปยังที่ต่างๆแบบไร้จุดหมาย เนื้อเรื่องสร้างจากนิยายชื่อเดียวกันของ แจ็ค เคอรูแเอ็ก  ที่อ้างอิงถึงผู้คนในชีวิตจริงอย่าง นีล แคสซาดิ กวีขบถแห่งยุค ลูแอนด์ แฮนด์เดอร์สัน และ แคโรรีน แคสซาดิ ภรรยาทั้งสองของเขา

วอลเตอร์ ซัลเลส ที่เคยกำกับหนังแนวเดียวกันอย่าง The Motorcycle Diaries ได้รับหน้าที่กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยดึงเอา แซม ไรลีย์,การ์เรตต์ เฮดลันด์,คริสเตน สจ๊วต มาแสดงนำ รวมถึงได้ เคิร์สเตน ดันสต์ กับ วิกโก้ มอร์เทนเซ่น ร่วมสมทบ โปรเจกค์นี้ถือเป็นหนังที่สร้างจากวรรณกรรมที่ถูกจับตา เพราะโครงการล่มไปหลายรอบ ซึ่งบท ดีน มอริอาร์ตี้ เคยได้รับการวางตัวว่าจะเป็นของ มาร์ลอน แบรนโด จนถึง แบรด พิตต์

On the Road เล่าถึงชีวิตของ ซัล พาราไดซ์ (แซม ไรลีย์) นักเขียนหนุ่มไฟแรงที่หลงรักการเดินทาง พร้อมที่จะเดินเท้าไปบนทางหลวง โบกรถไปกับคนแปลกหน้า ทำงานเป็นกรรมกรในไร่ หลังงานศพของพ่อ ชีวิตเขาเคว้งคว้างพอสมควร กระทั่งในงานปาร์ตี้ เพื่อนของเขาแนะนำให้รู้จักกับ ดีน มอริอาร์ตี้ (การ์เรตต์ เฮดลันด์) หนุ่มเจ้าสำราญจอมต้มตุ๋น ผู้ใช้ชีวิตไปวันๆโดยไม่ทำงานทำการ เขาหาเลี้ยงชีพโดยการลักเล็กขโมยน้อย แต่กลับมี แมรีลู (คริสเตน สจ๊วต) สาวสวยคู่นอนที่พร้อมจะติดตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง ซัล หลงรัก แมรี่ ลู ผิดกับ ดีน ที่ไม่ค่อยแยแสเธอ อันที่จริงเข้าไม่เคยสนใจอะไรบนโลกนอกจากตัวเอง
 
 
ดีน มีคนรักอยู่แล้ว คามีลล์ (คริสเตน ดันสท์) คือสาวใจกว้างที่ปักหลักรอคอยเขา ทว่า ดีน กลับไม่เคยอยู่กับเธอนานๆเลย ในหนังเผยให้เห็นชีวิตประจำวันของคนหนุ่มสาวในยุคนั้นที่มีเพียง ปาร์ตี้ในคลับ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ อ่านหนังสือ พี้ยา ฟังเพลงแจ๊ส และฟรีเซ็กส์ วันแล้ววันเล่า จุดนี่สร้างความน่าเบื่อในหนังพอสมควรสำหรับผู้ที่ไม่ชื่นชอบแนวนี้

ซัล ถูกดึงให้เข้าไปในขบวนการหนุ่มสาวเสรี ทว่าเขาไม่ได้เตลิดถึงขั้นมีเซ็กส์กับเพศเดียวกันหรือร่วมเซ็กส์หมู่ได้อย่างหน้าตาเฉยเหมือน ดีน อย่างมากสุดก็แค่ลักเล็กขโมยน้อย เขายังมีเป้าหมายในการเป็นนักเขียน การเดินทางให้อะไรหลายอย่างแกเขา โดยเฉพาะทริปเราสามคนที่ ซัล ดีน และ แมรี่ท่องไปในทวีปอเมริกาด้วยกัน เราไม่อาจระบุความสัมพันธ์ของคนทั้งสามได้ จะว่าเพื่อก็ไม่ใช่จะว่าคนรักก็ไม่เชิง บางมุมหนังยังทำให้คนดูมองว่า ซัล กับ ดีน เป็นคู่เกย์กันด้วยซํ้า

หนังนำเสนอทั้งแนว Roadmovie และ Coming of age โดยในความไร้แก่นสารของตัวละครในเรื่องที่เดินทางไปยังที่ต่างๆและพูดคุยกับผู้คนมากมาย แฝงไว้ด้วยสาระกับการตั้งคำถามถึงความหมายของชีวิตไว้มากมาย ซัล เติบโตขึ้น ผิดกับ ดีน ซึ่งยังคงอยู่จุดเดิม เขายืนกรานใช้ชีวิตโลดโผนโจนทะยาน ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป สุดท้าย ดีน ก็พบว่าจากที่เคยทิ้งทั้งเพื่อนรักและคนรัก บทสรุปกลับกลายเป็นว่าเขาต่างหากที่ถูกทุกคนทิ้งให้อยู่ในโลกเก่าใบเดิม
 
 
แซม ไรลีย์ ทำได้ดีในบท ซัล พาราไดซ์ เขามี เสน่ห์มีบุคลิกของการเป็นนักเขียน ขณะที่ การ์เรตต์ เฮดลันด์ ได้แสดงฝีมือการแสดงแบบเต็มที่ในบทที่เด่นที่สุดของเรื่อง ถ่ายทอดอารมณ์ถึง(โดยเฉพาะสายตาในฉากการกลับมาเจอกันอีกครั้งในตอนจบ) สมกับที่เขาประกาศไม่รับงานถึง2ปีเพื่อเล่นหนังเรื่องนี้ส่วน คริสเตน สจ๊วต ก็สามารถฉีกคาแรกเตอร์เดิมๆจากหนังเรื่องอื่นที่เคยเล่นมาก่อนหน้าได้

ด้าน วิกโก้ มอร์เทนเซ่นแม้จะได้ออกจอน้อยแต่กลับเป็นจอมขโมยซีนอย่างแท้จริงในบทนักเขียนรุ่นใหญ่ตัวละครตัวนี้ดูลึกลับน่าค้นหามาก สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างคือการถ่ายทอดภาพภูมิประเทศแบบทะเลทรายออกมาได้สวยงามของ วอลเตอร์ ซัลเลส และเพลงเก่าๆที่ใช้เข้ากับเนื้อเรื่องดี On the Road เป็นหนัง 18+ มีฉากเซ็กส์โชว์เนื้อหนังมังสาหลายตอน ตัวละครเสพยากันแทบจะทุกคน จึงต้องดูแบบมีวิจารณญาณพอสมควร

อันที่จริงหนังไม่ได้สอนอะไรคนดูเลยแม้แต่น้อย ไม่ได้มีการบอกว่าถูกหรือผิด เพียงแต่มีการตั้งคำถามในชีวิตบ้างเล็กน้อย เป็นคำถามที่ไม่ได้จริงจังอะไร เหมือนที่เราหลุดปากออกมาในวงเหล้า และพร้อมที่จะหลงลืมไปในไม่กี่นาที อยู่ที่ผู้ชมแต่ละคนมากกว่าว่าจะมองเห็นอะไรในการสำรวจชีวิตของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น
 
 
7.5/10
 
นกไซเบอร์

edit @ 18 Apr 2013 16:08:45 by นกไซเบอร์

Tags: on, road 1 Comments
 
แรกทีเดียวผมตั้งใจจะเขียนถึง พี่มากพระโขนง ที่ป่านฉะนี้คงโกยรายได้ทะลุ300ล้านบาทเดินหน้าทุบทุกสถิติกันต่อไปให้สมกับที่ยืนรอซื้อบัตรจนเมื่อย แต่ด้วยความที่หนังกระแสดีมากขนาดไม่มีอะไรต้องกล่าวถึงแล้ว เหลียวมามอง คู่กรรม ของ เรียว กิตติกร ต้องบอกว่าการเข้าฉายช่วงนี้ถือเป็นวิบากกรรมอย่างแท้จริง

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้หลายเดือน โปสเตอร์ หนังคู่กรรมที่ถูกส่งมาโปรโมตกระแสดีสุดๆ ผิดกับ พี่มาก ที่ขนาดหนังตัวอย่างออกมาก็ไม่ได้เรียกเสียฮือฮาอะไร ดูจะเป็นหนังตลกดาดๆธรรมดา บวกกับ ณเดชน์ ที่มีแฟนคลับมหาศาลทำให้หลายคนคาดหมายว่า คู่กรรม เวอร์ชั่นนี่จะสร้างรายได้ลอยลำเข้าถึง100ล้านบาทสบายๆ

กระนั้นทุกอย่างกลับตาลปัตร เมื่อกระแสจากคำพูดเชิญชวนของนักเล่าข่าวชื่อดัง บวกกับภาพแถวซื้อตั๋วยาวเหยียดถูกโพสต์ว่อนโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค รวมกับคำพูดปากต่อปาก ทำให้คู่กรรมที่ฉายทีหลัง1สัปดาห์ ซึ่งเปิดตัวด้วยเสียงวิจารณ์ในแง่ลบต่างๆนาๆ ถูกลดทอนโรงที่ฉายลง จนแห่งถึงกลับถอดจากโปรแกรมเพื่อฉายพี่มากเพิ่มแทน

คู่กรรม 2013 ไม่อาจชมว่าดีได้เต็มปาก แต่ก็ไม่อาจด่าว่าแย่ได้เต็มที่ มันกํ่ากึ่งในหลายแง่ เรียว กิตติกร เป็นผู้กำกับที่มีแนวทางชัดแจน ในแง่ของการหยิบเอาวรรณกรรมมาเล่าใหม่ เขากล้าหาญในการนำเสนอจากมุมมองใหม่ที่ตัวเขาคิด จากนิยายรักโรแมนติก จึงกลับกลายเป็น ภาพยนตร์ดราม่า

แน่นอนว่าจุดขายของ คู่กรรม คือความรักข้ามเชื้อชาติของ โกโบริ กับ อังศุมาลิน ทว่าในคู่กรรมฉบับนี้ทั้ง โกโบริและอังศุมาลิน เล่นบทพ่อแง่แม่งอนตลอดทั้งเรื่อง นั่นทำให้ฉากไฮไลต์ตอนสุดท้ายดร็อปลงไปอย่างเห็ดได้ชัดฉากที่หลายคนประทับใจจึงเป็นฉากที่สะพานพุทธมากกว่า ขี้เถ้าที่ลอยฟุ้งเหมือนหิมะถ่ายทำออกมาได้ดูสวยงามเหมือนหนังรักเกาหลีมากๆ
 
 
ขณะที่ โกโบริ ที่รับบทโดย ณเดชน์ เป็นผู้ที่พยุงโครงเรื่องทั้งหมดไว้ การแสดงของเข้าแทบหาที่ติไม่ได้ ส่วน น้องริชชี่ไม่ได้แย่ขนาดที่ผู้คนตามอินเทอร์เน็ตด่าสาดเสียเทเสีย เพียงแต่ว่าการเริ่มต้นงานแสดงครั้งแรก ย่อมถูกจับผิดแน่นอน แถมครั้งแรกของเธอดันต้องมาประกบกับดาราหนุ่มสุดฮ็อตในพศ.นี้อีก จุดนี้จึงน่าเห็นใมากกว่าจะซํ้าเติม อันที่จริงการแสดงอารมณ์ทางสีหน้ากับท่าทางถือว่าทำได้ดีมาก(ฉากอังศุมาลินแอบซบโกโบริในหลุมหลบภัยนี่ถึงกับร้องอ้าวเลยนะ ประมาณว่าไหนบอกว่าเกลียดไง) เสียแต่ว่าเวลาเธอพูดออกมากลับดูเป็นถ้อยคำธรรมดา ไร้พลังหรือเสน่ห์ใดๆ

หากจะบอกว่าเธอเป็นจุดอ่อนของหนัง จุดแข็งของหนังก็คือเธอ ด้วยความที่ น้องริชชี่ สามารถสลัดภาพ อังศุมาลิน เวอร์ชั่นกวางกมลชนกออกจากคนไทยได้หมดสิ้น เธอคือ อังสุมาลิน ที่ต่างออกไปจากบทประพันธ์ ไม่ได้เป็นหญิงเก่ง มั่นใจในตัวเอง แต่กลับเป็นเด็กสาวที่มีความสับสนในตนเอง ท่าทางยียวนชวนหาเรื่อง ดูม้าดีดกระโหลกมาก การพูดสั้นๆห้วนๆใช้คำว่าเรากับนายทำให้บุคลิกที่ดูบ้านๆของน้องกลับบ้านเข้าเข้าไปอีก และอาการดื้อดึงหัวแข็งของเธอทำให้ดูไร้เหตุผลจนคนดูอดสงสาร โกโบริ ไม่ได้

ส่วนตัวละครตัวอื่นมีเพียง หมอ เพื่อนของโกโบริ เท่านั้นที่แสดงได้มีชีวิตชีวา โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ อารมณ์เสียใจจากการตายของเพื่อนชวนตื้นตันกว่าคำพูดของนางเอกซะอีก นอกนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบของหนังทั้งแม่และพ่อของอังศุมาลินไม่มีฉากหรือคำพูดน่าประทับใจ วนัส ที่รับบทโดย โบ๊ท วง THE YERS มาช้าเสียจนไม่ทันได้แสดงอะไรมากนัก แม้แต่ น้าหงาคาราวาน ที่มาเล่นเป็น ตาบัวกะตาผล (ไม่รู้ว่าแกเป็นตาอะไร) ยังดูกลืนไปกับนักแสดงประกอบคนอื่นๆจนผมคิดว่าเอาใครมาแสดงก็ได้นะ ไม่ต้องถึงมือน้าหงาหรอก
 
เครื่องแต่งกายและฉากเป็นอีกสิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก หมวกที่นางเอกและตัวละครผู้หญิงในเรื่องใส่ออกแนวคอมมิวนิตส์จีนมากๆ ตาบัวกับตาผล ยิ่งดูไม่ใช่เสรีไทย โดยเฉพาะ วนัส ผู้กำกับทำสำเร็จแล้วที่ต้องการฉายภาพ เชกูวารานักปฏิวัติมากกว่าหนุ่มผู้ดีอังกฤษ แต่ทั้งหมดนี้ขัดแย้งกับเนื่อหาในนิยายรวมถึงประวัติศาสตร์จริงซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดของคนรุ่นหลัง
 
 
ตัวบ้านของอังศุมาลิน เรียว ตัดปัญหาต้องถอดบู๊ตของโกโบริด้วยการทำให้เป็นบ้านอิฐสองชั้นแทนที่จะเป็นเรือนไม้  เท่านั้นไม่พอเขายังเพิ่มตัวละครที่เป็นนาซีเยอรมันเข้ามาด้วย นั้นทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่คอวรรณกรรมและนักประวัติศาสตร์ไม่น้อย ซีนระเบิดที่บางกอกน้อยด้วยความจงใจหรือไม่ก็ตาม แต่เปลวไฟมันดูไม่จริงจนน่าตลก ที่น่าชื่นชมคือเพลงประกอบที่มีทำนองไพเราะ แม้เราไม่รู้คำแปลก็รู้สึกอินได้ ดนตรีประกอบใช้ไม่บ่อย แต่ละครั้งจึงดูช่วยเสริมอารมณ์ในหนังได้อย่างดี
 
ฉากปลํ้ากันของ โกโบริ กับอังศุมาลิน น่าจะเป็นฉากที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด ด้วยการเล่นกับความเงียบงานถนัดของ เรียว รวมกับการเทเวลาให้เกือบ10นาทีทำให้ดูอีโรติกสุดๆ แต่อีกแง่หนึ่งมันก็สร้างความอึดอัดให้คนดูไม่น้อย ตอนจบของเรื่องซึ้งแต่ไม่อิน ด้วยการที่เคมีของคู่พระนางไม่ลงตัว ความสัมพันธ์ของตัวละครเลยดูไม่ใกล้เคียงกับคู่ที่รักกันดูดดื่มจนกลายเป็นตำนาน

คู่กรรม กับ พี่มากพระโขนง เป็นหนังรีเมคเหมือนกัน ต่างกันตรงที่การตีความ พี่มาก เลือกที่จะใส่ความสนุกสนานลงไป แต่ยังคงองค์รวมหลักๆของต้นฉบับไว้ไม่แตะ อาทิยังมีฉากเก็บมะนาวอยู่ คู่กรรม เลือกที่จะตีความแบบจริงจัง ลึกและต่างจากต้นฉบับ ไม่มีคำว่าจะไปรอที่ทางช้างเผือกจากปากโกโบริให้ได้ยิน แต่กลับสร้างประโยคเด็ดขึ้นมาให้คนจดจำเอง คุณมีเหตุผลของคุณ ผมมีหัวใจของผม ก็พอแล้ว อยู่ที่คุณแล้วหละว่าพร้อมหรือยังที่จะลืมอังศุมาลินทุกคนในอดีต
 
 
6.5/10
 
นกไซเบอร์
 

edit @ 19 Apr 2013 09:55:27 by นกไซเบอร์