<

 

สมัยที่ยังเป็นเด็กผมเคยสงสัยว่าเสื้อ I แล้วก็มีรูปหัวใจ ต่อด้วย NY หมายความว่าอะไร ด้วยความที่เพิ่งเริ่มเรียนวิชาภาษาอังกฤษในโรงเรียน ร้อนวิชาจัด เลยตีความเอาเองว่า เขาต้องการจะเขียนคำว่า I Love Me แต่เขียนผิด ช่วงนั้นมั่นใจมาก เคยไปพูดให้เด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ตอนนั้นทุกคนเชื่อ

พอโตมาหน่อยถึงได้รู้ว่าจริงๆแล้ว NY ย่อมาจากชื่อของมหานคร New York (จะกลับไปอายก็ไม่ทันละ) แถมยังทราบมาอีกว่า นิวยอร์ก เป็นเมืองหลวงแห่งเศรษฐกิจโลก ที่ใครหลายคนมักคิดว่าเป็นเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา เมืองนี้มีชื่อเล่นว่า บิ๊กแอปเปิ้ล เป็นคำเปรียบเปรยที่ได้จากหนังสือพิมพ์ซึ่งให้คำนิยามเมืองอันแสนว้าวุ่นได้ถูกใจใครหลายคน ถ้าลองสังเกตดูโปสเตอร์หนังรูปหัวใจสีแดงมีลักษณะคล้ายกับผลแอปเปิ้ล

NEW YORK, I LOVE YOU ภาพยนตร์เรื่องที่สองใน 4 ซีรีส์ เมืองแห่งความรัก ซึ่งเรื่องแรก คือ Paris Je T’aime (เมืองเดียวในโปรเจกต์ที่เป็นเมืองหลวง)หนังรักมากมายเหตุผลที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นมาแล้ว จากผลงานของโปรดิวเซอร์เจ้าเดียวกัน เอ็มมานูแอล บองบิฮายและมารินา กราซิค โดยหลังจบจาก นิวยอร์ก ในปีหน้าพวกเขาก็จะมุ่งหน้าสู่ เซี่ยงไฮ้ และ ริโอเดอจาเนโร ตามลำดับ

สำหรับในครั้งนี้ หนังได้รวบรวมเอาดาราและผู้กำกับชื่อดังคับคั่งจากทั่วโลก เพื่อมาร่วมกันถ่ายทอดความรักของอีกหนึ่งนครที่ไม่เคยหลับไหล เมืองที่ใครหลายคนทั่วโลกใฝ่ฝันว่าอยากจะไปเหยียบสักครั้งในชีวิต


ตัวหนังแบ่งย่อยออกเป็น 10 เรื่องจาก 8 ย่านของแอปเปิ้ลผลใหญ่ลูกนี้ ที่เต็มไปด้วย การจราจรติดขัดตลอดวัน แท็กซี่คันเหลือง มิจฉาฉีพบนท้องถนน คนต่างชาติที่เข้ามาแสวงหาความฝัน โสเภณีในยามราตรี ตลอดจนศิลปินและนักเขียนตกอับ  ทั้งหมดนี้แหละที่หล่อหลอมกันเป็น นิวยอร์ก

 

 

Chinatown กำกับโดย เจียงเหวิน

นักล้วงกระเป๋าหนุ่มสะกดรอยตามสาวสวยคนหนึ่งที่เพิ่งเป็นเหยื่อของเขามาที่ร้านเหล้าเล็กๆแห่งหนึ่ง ขณะที่เขากำลังจะจีบเธอกลับมีหนุ่มใหญ่คนหนึ่งโผล่เข้ามา ที่สุดเขาก็เจอกับคู่ต่อกรที่มีฝีไม้ลายมือเหนือกว่า ทั้งคู่ต้องขับเขี้ยวกันเพื่อให้ได้หัวใจของเธอ

The Dimond District กำกับโดย มีรา แนร์

เจ้าของร้านเพชรกับว่าที่เจ้าสาวคนหนึ่ง ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันผ่านบทสนทนา แม้เขาจะนับถือศาสนาเชน เธอนับถือศาสนายิว  แต่ทั้งคู่ก็พยายามเรียนรู้กันและกัน ความแตกต่างกลับยิ่งทำให้เข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น กระทั่งเกิดความรู้สึกที่แฝงความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง

The Upper West Side กำกับโดย ชุนจิ อิวาอิ

ซาวด์เอ็นจิเนียร์หนุ่ม กำลังหมกมุ่นกับการทำดนตรีประกอบภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องหนึ่งอยู่ในอพาร์ตเม้นท์ มนุษย์คนเดียวที่เขาติดต่อด้วยคือ ผู้ช่วยผู้กำกับสาว ที่ติดต่อเขาผ่านโทรศัพท์และอีเมล์ ผู้กำกับสั่งให้เขาอ่านนิยายเล่มหนาเท่าเขียงหั่นผัก 2 เล่มของนักเขียนชื่อดัง ดอสโตยอฟสกี เพื่อให้เข้าถึงเนื้อหาของหนังและถ่ายทอดอารมณ์ผ่านเสียงเพลงได้ ระหว่างที่เขากำลังท้อแท้ใจกับการโหมงานอย่างหนัก เธอก็ปรากฏตัวขึ้นที่หลังประตู

Soho กำกับโดย อีวอง ลัตตาล

ยามคํ่าคืน หนุ่มเจ้าคารมคนหนึ่งจุดไฟแช็กให้สาวเซ็กซี่บนฟุตบาตหน้าภัตตาคารแห่งหนึ่ง เขาพยายามใช้ฝีปากพร้อมมุขกลดเม็ดเด็ดพรายทุกอย่างที่มีเพื่อให้เธอประทับใจ แต่นอกจากเธอจะไม่สนใจแล้ว ภายหลังเขากลับมารู้ความจริงที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นไก่อ่อนไปในทันที

Central Park กำกับโดย เบร็ท แรทเนอร์

หนุ่มน้อยที่กำลังอกหักชํ้ารัก แถมยังไร้คู่ควงไปงานสำเร็จการศึกษา มาปรึกษาปัญหาหัวใจกับเภสัชกรจนได้รู้จักกับลูกสาวของเขาผ่านรูป แถมเขาเสนอให้ควงเธอไปงานได้ ทว่า เมื่อได้พบกับตัวจริง เธอกลับนั่งอยู่ในรถเข็นคนพิการ แม้จะไม่สมหวังและอับอายแต่เด็กหนุ่มก็ทำหน้าที่คู่ควงได้อย่างดี จนขากลับบ้านที่ต้องผ่าน เซ็นทรัล ปาร์ค ความโรแมนติกก็เริ่มก่อตัวขึ้น พร้อมๆกับฝันที่กลายเป็นจริง

Greenwich Village กำกับโดย อัลแลน ฮิวส์

หนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังเดินทางมาหากัน ชายหนุ่มกึ่งเดินกึ่งวิ่ง ส่วนหญิงสาวนักรถไฟใต้ติน ระหว่างทางความคิดทั้งสองหมุนวนอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนก่อนหน้า ก่อนที่พวกเขาจะได้กลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง

The Upper East Side กำกับโดย เชคาร์ กาปูร์

อดีตนักร้องโอเปร่าในวัยชรากลับมาใช้ชีวิตในบั้นปลายที่โรงแรมโปรดในสมัยเธอยังสาว เด็กรับใช้พิการต้อนรับเธออย่างดีด้วยแชมเปญ ขณะที่กำลังทบทวนความหลัง เมื่อม่านและหน้าต่างเปิดออก เหตุการณ์แปลกประหลาดก็เกิดขึ้น เธอสงสัยว่ามันคือความจริงหรือภาพลวงตากันแน่

Central Park นาตาลี พอร์ทแมน

เสียงเจื้อยแจ้วสดใสของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งดังก้องกังวารอยู่ในสวนสาธารณะ เคียงข้างกันมีชายหนุ่มผิวสีคอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด ภาพที่เห็นนั้นสะดุดตาคนที่ผ่านมา เวลาแห่งความสุขหมดไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มพาเด็กหญิงไปส่งให้แม่ของเธอ พร้อมกับสายสัมพันธ์ที่เปิดเผยออกมา

China Town กำกับโดย ฟาตีห์ อาคิน

ศิลปินจากยุโรปประทับใจสาวชาวจีนที่อยู่ในร้านขายชา เขาอยากวาดรูปเธอ แต่เธอลังเลและตอบปฏิเสธ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตเขาพยายามวาดรูปเธอจากมโนภาพที่อยู่ในความทรงจำ สุดท้ายแม้เธอจะเปลี่ยนใจแต่ก็สายเกินไป

Bringhton Beach กำกับโดย โจชัว มาร์สตัน

คู่รักวัยไม้ใกล้ฝั่งกำลังเดินไปตามทางเท้าของบรู๊คลิน ตลอดทางสามี ภรรยาโต้เถียงกันไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งมาถึงจุดชมวิวริมทะเล พวกเขาก็ยุติความขัดแย้งอย่างรวดเร็ว แล้วหันมาซึมซับบรรยากาศและร่วมรำลึกอดีตอันแสนหอมหวานด้วยกันแทน

 

 

นอกจาก 10 เรื่องนี้ยังมีความรักย่อยๆอีก 3-4 เรื่องแทรกอยู่เหมือนจุดพักก่อนการเชื่อมต่อ เมื่อเทียบกับ   Paris Je T’aime แล้ว NEW YORK, I LOVE YOU มีความจริงอยู่มากกว่า และมีกลิ่นอายของอเมริกันเต็มเปี่ยม

รสชาติของแอปเปิ้ลลูกนี้มีความหลากหลาย แล้วแต่ว่าคุณจะเลือกชมหรือชิมส่วนไหน





ชมตัวอย่างหนังเรื่องที่สองในโปรเจกตืเมืองแห่งรักได้ที่ลิงค์ข้างล่างเลยครับ

 http://video.mthai.com/player.php?id=23M1255000915M0

นกไซเบอร์

edit @ 27 Nov 2009 01:06:00 by นกไซเบอร์

 

เรื่องเล่าหรือประสบการณ์สยองขวัญถูกเล่าผ่านสถานที่ต่างๆอยู่เสมอ แต่เรื่องผีๆเหล่านี้ส่วนมากล้วนผ่านโสตเราในช่วงวัยเรียนมากที่สุด ทั้ง ตำนานเด็ก ผู้หญิงในห้องนํ้า ผู้หญิงผมขาวบนทางเดิน สาวชุดไทยในห้องดนตรี เด็กดองในห้องวิทยาศาสตร์  ลุงแก่ๆเดินคนเดียวในสนาม

ส่วนความน่ากลัวก็ขึ้นอยู่กับจินตนาการวัยเด็กของคุณในช่วงนั้น พอโตมาหน่อยเริ่มมีวุฒิภาวะมากขึ้น เชื่อในหลักวิทยาศาสตร์ที่บางคนเรียนเอาไว้สอบอย่างเดียว จนปีกกล้าขาแข็งก็มองเรื่องเล่าในสถานที่ต่างๆเป็นเรื่องงมงาย ไร้สาระ ไม่มีเหตุผล แต่ถึงกระนั้น ทุกวันนี้โลกเราก็ยังมีเรื่องบางเรื่องที่หลักการใดๆก็พิสูจน์ไม่ได้อยู่ดี

ยิ่งกับคนไทยด้วยแล้ว เรื่องผีนี่ถือว่าคู่กันมานมนาน แถมปัจจุบันวงการภาพยนตร์ในบ้านเราก็ถือเอาหนังผีเป็นแนวหนังสุดฮิตเทียบเท่ากับหนังตลกที่ผลิตกันมามากจนกลัวหรือขำแทบไม่ทัน  ทำเอาผู้สร้าง ผู้กำกับไม่กล้าทำหนังแนวอื่นเพราะกลัวว่าฉีกแนวไปจะเจ๊งเอาได้ง่ายๆ  แต่บางอย่างมีเยอะก็ใช่ว่าจะดีเหมือนกันนะเออ

ยอมรับว่าตอนที่ดูตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง มหาลัยสยองขวัญรู้สึกอยากดูและคาดหวังพอสมควร ก็ตำนานต่างๆที่เคยจับกลุ่มเล่ากับเพื่อนจะถูกทำมาเป็นหนังทั้งที เมื่อเพื่อนซี้สมัยมหาลัยโทรมาชวนไปดูรอบสื่อผมจึงตอบตกลงทันที

มหาลัยสยองขวัญ เป็นหนังจากค่ายใหญ่อย่าง สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล และ บาแรมยู กำกับการแสดงโดย สุทธิพร ทับทิม บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม ผลงานของทั่งคู่ อาทิ Goal Club เกมส์ล้มโต๊ะ, Fake โกหกทั้งเพ ,ปอบ หวีด สยอง, , COLIC เด็กเห็นผี

 



ศาลเจ้าในห้องนํ้าหญิง

เล่าถึงแก๊งค้ายา 2 คนที่มาตามตัวนศ.หนุ่มกับแฟนสาวให้ไปเอายาที่แอบเก็บไว้ในมหาลัยในยามวิกาล เริ่มต้นเรื่องได้น่าสนใจ เหมือนจะทำให้คนดูกลัวได้(เฉพาะ 4 นาทีแรก) แต่กลับขาดเหตุผลและโฉ่งฉ่างเกินไป

คือมีจุดที่คนดูตั้งคำถามหลายอย่าง ทำนองว่า ทำไมคนร้ายที่คิดจะแค่มาเอายา จู่เกิดอยากลองของขึ้นมาดื้อๆ แถมเวลาเจอผีจริงๆกลับกลัวแบบหมดมาดโจรเลย  อีกอย่างผีไม่จำเป็นต้องมีหลายตัวก็ได้นะ ตัวเดียวก็พอแล้วถ้ามันน่ากลัวจริง  

คนดูรอคำอธิบายว่าทำไมศาลเจ้าไปอยู่ในห้องนํ้า ถ้านำเสนอเรื่องนี้อาจน่ากลัวกว่าเอาผีออกมาไล่ฆ่าคนแบบไร้เหตุผล

 

ลิฟท์แดง

ว่าด้วยเรื่องราวของนักศึกษาสาวคนหนึ่ง ที่เป็นลูกหลานของทหารที่เคยร่วมอยู่ในคณะที่สั่งยิงนักศึกษาเมื่อหลายปีมาแล้ว เธอถูกรุนพี่แกล้งทำโทษโดยหวังระบายความแค้นที่เธอเองก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ลิฟท์แดงตัวนั้นเหมือนมีอะไรบางอย่าง ใครบางคนกำลังติดตามเธอ เพื่อขอให้ช่วย

ด้วยความจริงของมัน ทำให้เป็นตอนที่มีโครงเรื่องหนักแน่นที่สุด เพราะเป็นตำนวนที่พ่วงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ มีการนำประเด็นทางการเมืองมาพูดถึงอย่างดุเดือดในตอนต้น ทว่า กลับไม่มีการนำมาต่อยอด ถูกทิ้งไว้ให้เป็นคำถามในอากาศ แต่ดันนำไปหักเป็นเรื่องของวิญญาณรักข้ามชาติไปเสียได้ ส่วนลิฟท์แดงก็กลายเป็นเพียงฉากประกอบของเรื่องเท่านั้น

ถ้าลำบากนักก็เลือกเอาสักอย่างเถอะครับจะ น่ากลัว หรือ โรแมนติก เกือบจะดีแล้วแท้ๆ น่าเสียดาย

 

 

ห้องดับจิต

เมื่อนักศึกษาแพทย์กลัวผีอะไรจะเกิดขึ้น เด็กเนิร์ดประจำชั้นถูกเพื่อนเอารายงานไปลอกแล้วส่งช้า อาจารย์กำลังจะปรับตกอยู่รอมร่อ โชคดีที่มีงานเข้าในจังหวะนั้นพอดี เขารับอาสาทำเพื่อแลกกลับคะแนน โชคร้ายที่งานนั้นคือการเฝ้าห้องดับจิตในคืนปีใหม่

เป็นเรื่องผีที่มีอารมณ์ขันอยู่มาก ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่ไหงผมถึงวูบหลับไปพักนึกก็ไม่รู้ น่าจะเป็นช่วงรอยต่อที่พักจากการขำและสะดุ้งที่ดำเนินเรื่องแบบคาดเดาได้หมด แม้จะมีกลิ่นไอของตอน คนกอง จาก 5 แพร่งอยู่เต็มเปี่ยม แต่บอกตามตรง คนกอง ดูจะเหนือกว่าในแง่ของเทคนิคการนำเสนอที่ทำให้คนดูไม่เบื่อ

ไม่เคยเห็นผีที่ไหนถามคนที่หลอกว่า "กลัวไหมๆ" ฉากนี้ควรจะขนลุกแต่พวกเรากลับขำ สำหรับตอนจบหักมุม 360 องศาชนิดไม่ต้องคิดถึงเหตุและผลใดๆทั้งสิ้น

 

 

ป็อก ป็อก ครืด

ปิดท้ายด้วย เรื่องเล่ายอดฮิตของมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด กับตำนานผีเพื่อนรักที่คลานเอากับข้าวมาให้แม้จะตายไปแล้ว หลังจากที่ตัวละครหลักดำเนินเรื่องเป็นผู้สังเกตการณ์มาตลอด คราวนี้เธอกับเพื่อนสาวต้องประสบกับภัยอันตรายของสังคม

การนำเนื้อเรื่องมาบิดมากไป ทำให้หนังผีกลายเป็นหนังอาชญากรรมโรคจิตไป ยอมรับว่าทำได้น่ากลัว สยดสยอง แต่ขอติงเรื่องวัตถุประสงค์ในการนำเสนอและฉากสะเทือนอารมณ์ เข้าใจว่าคนร้ายโหด แต่ฉากที่เอาไม้กอล์ฟฟาดหน้าเหยื่อ ทำร้ายร่างกายหญิงสาว บังคับข่มขืน

เหล่านี้ขอตั้งคำถามว่าจำเป็นไหมที่ต้องให้ดูกันจะๆทุกขั้นทุกตอน คนดูได้ประโยชน์อะไรจากความรุนแรงแบบนี้ มันสำคัญมากขนาดทำให้หนังสนุกน้อยลงไหม  ขณะที่ฉากจบของเรื่อง พอถึงคราวคนร้ายที่ลอยนวลมาตลอดจะถูกผีแก้แค้นคืน กลับทำเป็นปริศนาให้คิดต่อ

สุดท้าย ป็อก ป็อก ครืด ก็ถูกโยงเข้ากับเรื่องในตอนจบแบบดื้อๆมาก

หนังผีไม่จำเป็นต้องจบลงแบบมีคนตายก็น่ากลัวได้ ถ้าใช้บรรยากาศ แสง สี เสียงช่วยแทน ตัวละครยังไม่สามารถทำให้คนดูเชื่อ แม้วัยจะได้ ทว่าบุคลิกหลายคนขัดกับภาพนักศึกษา (ไม่ทราบเรียนคณอะไรถึงฝึกงานเป็นปอเต๊กตึ้ง) เรื่องบทยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในหนังหลายเรื่องของสหมงคล

ดูจบตอนที่ผมไปเข้าแถวรับโทรศัพท์ มีคนของค่ายหนังมาถามผมด้วยตัวเองเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อหนังเรื่องนี้

" หนังเป็นยังไงบ้าง สนุกไหม "


ยิ้มแห้งๆ ตอบแบบอ้อมแอ้มไปว่า ก็สนุกครับ

" ถ้าเทียบกับ 5 แพร่ง "

คือ คิดว่าน่าจะแยกเรื่องเป็นตอนๆ ไม่น่าเอามารวมกัน มันดูขัดๆ

" ตอนที่ชอบที่สุด? "

คิดอยู่สักพักก็ตอบไปว่า ลิฟท์แดง

" แล้วตอนที่ไม่ชอบเลย "

ตอบแบบไม่ลังเล ห้องดับจิต

ชมตัวอย่างหนังที่สยองกว่าหนังฉบับเต็มได้ที่ลิงค์ข้างล่างครับ

http://video.mthai.com/player.php?id=23M1254405771M0

นกไซเบอร์

edit @ 28 Nov 2009 19:57:20 by นกไซเบอร์

 

มีหนังอยู่ไม่กี่เรื่องที่ผมดูซํ้า 2 รอบ ส่วนหนึ่งคือหนังที่ประทับใจมากๆจนซื้อแผ่นเก็บไว้ บางเรื่องไม่ได้ตั้งใจดูแต่มีฉายในฟรีทีวีก็นั่งชมเรียกความทรงจำไป แบบสุดท้ายคือหนังที่ดูครั้งเดียวยังไม่เข้าใจ แบ่งย่อยได้ 2 อย่างอีกคือ ไม่เข้าใจเนื้อหา กับ ไม่เข้าใจภาษา 

กับ Honey and Clover เป็นกรณีหลังสุด ผมได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรกในงานJapan Film Festival 2009 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา งานจัดขึ้นชนิดเรียบง่าย มีหนังฉาย 6 เรื่องในเวลา 3 วัน ที่ห้างเซ็นทรัลเวิร์ด


ผมไปถึงใกล้เวลาฉาย ประมาทไปหน่อยคิดว่าคนไม่น่าจะเยอะ แต่ผิดคาด แถวยาวเหยียดพอๆกับคิวรถตู้อนุเสาวรีย์ ไหนๆก็มาแล้วผมตัดสินใจเสี่ยงยืนต่อแถว หลังจากนั้นก็มีอีกหลายคนมายืนต่อหลังผม ในใจอดนึกสงสัยว่าที่แถวยาวขนาดนี้ทุกคนตั้งใจจะมาดูหนังเรื่องนี้จริงหรือว่าอยากดูเพราะว่ามันเป็นของฟรี ที่แน่ๆมีบางคนมาต่อแถวโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าหนังชื่ออะไร แค่เห็นว่ามีคนมุงเยอะแค่นั้น

มาใจฝ่อเอาตอนเจ้าหน้าที่เดินมาเอามือขวางหน้าผู้ชายในแถวคนหนึ่งที่อยู่ก่อนหน้าผมไปเกือบ 20 คน แล้วตะโกนบอกว่าบัตรมีพอถึงแค่นี้ คนที่เหลืออาจไม่ได้ดู มีบางคนถอดใจเดินออกแถวไป ผมกลัวมาเสียเที่ยวเลยรอดูเผื่อมีคนสละสิทธิ์ ป้าข้างหน้าพูดให้กำลังใจผมและตัวเองว่าคอยอีกหน่อยยังพอมีโอกาสได้บัตร  ผ่านไป 5 นาที มีบัตรเก้าอี้เสริมมาแจกอีกชุด ทุกคนที่อดทนรอหน้าบานขึ้นมา โชคดีอย่างมาก พอเจ้าหน้าที่สาวยื่นตั๋วสีขาวที่ถูกถ่ายเอกสารมาแบบเฉพาะกิจใส่ในมือผม บัตรในมือเธอก็หมดพอดี เท่ากับผมได้ใบสุดท้ายของหนังรอบนี้จริงๆ 

เก้าอี้เสริมถูกคลุมด้วยผ้าสีขาวตั้งอยู่ปีกทั้งสองข้างที่เป็นบันไดทางเดินในโรงหนัง ปลอบใจตัวเองว่าถึงจะได้ที่เยื้องจอไปบ้าง ก็ยังดีกว่าแหงนดูคอแข็งแถวหน้าสุด ในโรงมีผู้คนทุกเพศทุกวัย มีชาวญี่ปุ่นสนใจเข้าชมพอสมควร นั่นก็เพราะหนังเรื่องนี้พูดภาษาญี่ปุ่น ซึ่งก็ไม่แปลก แต่ซับไตเติ้ลนี่สิดันเป็นภาษาอังกฤษซะงั้น กำแพงภาษาเริ่มก่อตัวขึ้น ลุงที่นั่งข้างๆท่าทางเหมือนคนญี่ปุ่น เข้ามานั่งพิงกำแพงท่าทางจะสบายมาก หนังเริ่มไปได้ไม่เท่าไหร่แกหลับซะงั้น ขอบคุณครับลุง

ดูหนังจนจบก็รู้เรื่องดีครับ ไม่พลาดประเด็นไหนไป ชอบมากทีเดียว เลยต้องหัวหมุนหาซื้อแผ่นมาดู เพราะจุดเด่นของภาพยนตร์ญี่ปุ่นคือประโยคสนทนาโดนๆที่แฝงปรัชญาการใช้ชีวิต ซับภาษาอังกฤษอ่านไปก็ไม่ได้อารมณ์ ความหมายแปลไม่ตรงบ้าง  ด้วยเหตุฉะนี้เองผมเลยต้องตามล่าหาแผ่น DVD หนังเรื่องนี้มาดูอีกรอบ

 

 Honey and Clover เป็นผลงานหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นยอดฮิตของ นักเขียนการ์ตูนชื่อดัง ชิกะ อุมิโนะ จิกะ อุมิโนะ เมื่อถูกนำมาทำเป็นการ์ตูนฉายทางทีวีก็ยิ่งดังเปี้ยงปร้างถูกอกถูกใจวัยรุ่นเมืองปลาดิบเป็นที่สุด กระทั่งถูกถ่ายทำเป็นภาพยนตร์เมื่อปี 2006 (ล่าสุดมีเวอร์ชั่นละครซี่รี่ย์ญี่ปุ่นแล้ว)

เรื่องราวชีวิตของหนุ่มสาวในรั้ววิทยาลัยศิลปะ 5คน ในวัยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน  มีอิสระเสรีเต็มที่ กลับต้องพบกับความสับสน ว้าวุ่นในจิตใจต่อความรักที่ไม่ลงตัวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งที่ว่ากันว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต

 

ทาคาโมโตะ หนุ่มสุดซื่อ อ่อนโยน นิสัยดี มีผีมืองานไม้ที่ละเอียดอ่อน ใช้ชีวิตแสนธรรมดาอยู่ในวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยนักศึกษาศิลปะสุดอาร์ท จนวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิที่ต้นซากุระผลิเบ่งบานเป็นสีชมพูเต็มต้น เขาก็ได้เจอกับรักแรกพบ การปรากฏตัวของ ฮาคุมิ ฮานาโมโตะ เด็กสาวนักศึกษาปี 1 ทำเอา ทาคาโมโตะ ตะลึงจนร่างกายแข็งทื่อ เธอเป็นญาติสาวของอาจารย์ฮานาโมโตะผู้ใจดีที่คอยให้คำปรึกษาและคำแนะนำกับนักศึกษาเสมอ

แม้ว่ามองภายนอก ฮาคุมิ จะเป็นแค่เด็กอายุน้อยที่มาจากต่างจังหวัด ตามโลกยุคปัจจุบันไม่ทัน ทว่า เธอมีพรสวรรค์ในเรื่องศิลปะสูงมาก ภาพวาดของเธองดงามและทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ โมริตะ หนุ่มอาร์ทติสต์สุดเซอร์เพิ่งกลับจากเดินทางไกลเพื่อค้นหาชีวิตในช่วงปิดเทอม ถึงจะมีนิสัยเอาแต่ใจ โลกส่วนตัวสูง และออกเพี้ยนๆในบางคตรั้ง แต่ถ้าในทางศิลปะเขานับเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งเลยทีเดียว ใครเลยจะไปคิดว่าคนอย่างเขาก็ตกหลุมรักได้เหมือนกัน จะใครซะอีกละก็ ฮาคุมิ สาวน้อยมหัศจรรย์ประจำวิทยาลัยนั่นแหละ

 ขณะเดียวกัน มายามะ ชายหนุ่มบุคลิกสุขุม เงียบขรึม แอบเหงาอยู่คนเดียว เพราะดันไปแอบชอบ ริกะ สาวรุ่นพี่เจ้าของบริษัทที่เขาไปทำงานพิเศษ โดยที่เธอไม่เคยใยดีเขาเลย เรื่องก็ยิ่งอลหม่านเข้าไปอีกเมื่อ  อายูมิ ยามาดะ สาวแกร่ง นักเรียนปั้นเครื่องดินเผา บุคลิกร่าเริง แต่อ่อนไหวง่ายดันแอบชอบ มายามะ หัวปักหัวปำแบบไม่มีเหตุผล


กลายเป็นรักสามเส้า 2 แบบของหนุ่มสาวนักศึกษาศิลปะที่ถักทอร้อยเรียงรวมกัน จนกลายเป็นความสวยงามของชีวิตวัยรุ่นตอนปลายก่อนเข้าสู่ชีวิตวัยทำงาน ธีมของหนังเป็นแนว Coming of age ให้ทั้งอารมณ์สดใส  ฮาแตก ตลอดจนหวานซิ้ง กับประสบการณ์ความรัก มิตรภาพ และความฝัน

การดำเนินเรื่องตัดสลับไปมาระหว่างตัวละคร 5 ตัว แต่ก็ควบคุมจังหวะได้ดีไม่ดูวงวนจนงง บรรยากาศในภาพยนตร์เต็มไปด้วยสีสันสวยงาม สมกับที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะ ดนตรีประกอบก็ไพเราะ ได้อารมณ์ (เพลงตอนจบขึ้นเครดิตเพราะและความหมายดีมาก) บทสนทนาเต็มไปด้วยการตั้งคำถามในหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิต ความสัมพันธ์แบบหนุ่มสาว การตามหาความฝัน  ฉากดราม่านั้นชวนให้เราคิดไปถึงวันวานในอดีตที่มีรสชาติทั้งหวานและขม

 

ความผิดหวังก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งในชีวิตคนเรา กระนั้นมันก็ผ่านมาแล้ว คล้ายกับการลงสีบนผืนเฟรมผ้าใบ เมื่อเราจุ่มแปรงในถังสี แล้ววาดระบายเส้นต่างๆลงไป นั่นเท่ากับเราต้องมั่นใจว่าเส้นที่ปรากฏจะเป็นส่วนหนึ่งของภาพ เพราะไม่ว่าเราจะพอใจหรือไม่ก็ตาม มันก็มิอาจเปลี่ยนแปลงได้อีก ตลอดกาล

ทว่า ความรักที่ไม่สมหวัง ก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีความหมายซะทีเดียวหรอกนะ

 

ชมตัวอย่างหนังศิลปะที่ว่าด้วยความรักได้ที่ลิงค์ข้างล่างเลยครับ

http://video.mthai.com/player.php?id=23M1245656579M0

นกไซเบอร์

edit @ 16 Nov 2009 22:32:56 by นกไซเบอร์

บ่อยครั้งที่การรับรู้ข่าวสารอาชญากรรมในบ้านเมืองทำให้ผมหัวเสียกับความอ่อนด้อยของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อกฏหมายไม่ได้สร้างความยำเกรงให้กับคนเลว คดีอาชญากรรมมีแต่จะเพิ่มปริมาณขึ้น

ก็ในเมื่อโทษที่ได้รับนั้นมันน้อยนิดไม่สมกับความชั่วที่มันเหล่านั้นทำไว้กับคนดีๆในสังคม แถมการบังคับใช้ก็ยังชักช้าอืดอาดขนาดที่กว่าคนร้ายจะได้รับโทษจริงๆก็แทบไม่มีใครจำได้แล้ว

ทัณฑ์สถาน หรือ เรือนจำ จึงอาจเป็นเพียงทางผ่านของเหล่าอาชญากรเท่านั้น มีนักโทษเพียงไม่กี่คนที่สำนึกผิดและกลับตัวกลับใจเมื่อออกจากคุก

ทว่า ส่วนใหญ่ยังคงหวนคืนสู่ถนนอาชญากรเช่นเดิม และกลับมาก่อเหตุร้ายที่รุนแรงขึ้น ซํ้าแล้วซํ้าเล่าๆ  จากช่องโหว่ทางกฏหมายมากมาย ทั้งการเป็นเยาวชน การรอลงอาญา การลดหย่อนโทษจากการสารภาพ การผ่อนผันโทษลงจาก 10 ปีก็ลดลงเรื่อยๆ เผลอๆติดจริงไม่ถึง 3ปี ตลอดจนศาลลงความเห็นว่าเสียสติไม่ต้องรับโทษให้ไปอยู่โรงพยาบาลแทน  แบบนี้ใครที่ไหนมันจะกลัว

นี่ยังไม่นับกฏหมายในบ้านเราที่แยกตามชนชั้นในสังคมที่มีบทลงโทษต่างกันอีก ทุกวันนี้ลูกนักการเมืองที่ยิงตำรวจตายยังเดินกร่างอยู่ในสังคม ลูกนายตำรวจกับอดีตนางงามตั้งใจขับรถชนคนตายก็ยังลอยหน้าลอยนวล ดาราเมาขับรถชนคนตายไม่เคยมีสักคนที่ถูกตัดสินจำคุก

 

Law Abiding Citizen เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่กล้าท้าทายแนวคิดหลักนิติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับกฏหมายและบทลงโทษของ ประเทศที่ได้ชื่อว่ามีการก่ออาชญากรรมมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก กำกับการแสดงโดย เอฟ แกรี่ เกรย์

เมื่อคนร้าย 2 คน บุกปล้นบ้านของ ไคล์ด เชลตัน(เจอราร์ด บัตเลอร์)นักประดิษฐ์วัยกลางคนผู้รักครอบครัว ถูกทำร้ายบาดเจ็บ แต่ที่เจ็บยิ่งกว่าคือเขาต้องทนดูลูกสาวตัวน้อยและภรรยาสุดที่รักถูกข่มขืนและฆ่าโดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้

ตำรวจจับคนร้ายได้ทั้งสองคน คือ ไอ้เอ็ม กับ ไอ้ดาร์บี้ คดีถึงโรงถึงศาล อัยการเขต นิค ไรซ์ (เจมี่ ฟ็อกซ์)ที่รับผิดชอบคดีนี้ประสบความยุ่งยากเมื่อศาลปฏิเสธว่า ดีเอ็นเอของคนร้ายไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ เขาไม่อยากเสี่ยงจนเสียสถิติว่าความชนะติดต่อกัน 90 กว่าครั้ง จึงเจรจากับทนายจำเลย โดยตกลงกันว่า ดาร์บี้ มือฆ่าและข่มขืนสองแม่ลูกจะให้การปรักปรับ เอ็ม จำเลยที่หวังขโมยของอย่างเดียว แลกกับการรับโทษจำคุกไม่กี่ปี  ไคล์ด พยายามคัดค้านแต่เสียงทัดทานของเขาไม่เป็นผล

ศาลพิพากษาประหารชีวิต เอ็ม และจำคุก ดาร์บี้ 5 ปี  นิค โล่งใจกับการชนะคดี เขาเผลอจับมือกับ ดาร์บี้ หน้าศาลท่ามกลางสื่อมวลชนและสายตาที่เกี้ยวกราดของ  ไคล์ด ที่เฝ้ามองดู ความโกรธค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความแค้น

 

ผ่านไป 10 ปี ในวันประหารชีวิต เอ็ม นิคกับทีมงานก็ต้องตะลึงเมื่อเครื่องฉีดสารพิษเกิดขัดข้อง ทำให้นักโทษประหารที่ควรตายอย่างสงบ กลับต้องประสบกับความทรมานก่อนจบชีวิตลง  ดาร์บี้ ตกเป็นผู้ต้องสงสัยจากข้อความบนขวดยาที่ว่า แกหลีกหนีชะตากรรมไม่พ้น กระนั้น ต่อมาตำรวจก็พบ ดาร์บี้ ตายเป็นศพในสภาพน่าเอน็จอนาจ ถูกทารุณกรรมในร่างกายอย่างหนัก ก่อนที่จะโดนหั่นศพเป็นชิ้นๆ

แน่นอนว่า ไคล์ด ตกเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกจับกุมทันที เขาไม่ขัดขืน ไม่ขอมีทนาย นิค รับทำคดีนี้ด้วยความหนักใจ ไคล์ด สารภาพว่าเป็นคนร้ายแต่ไม่มีหลักฐานชิ้นใดโยงถึงตัวเขาได้เลย แผนทุกอย่างที่ใช้เวลาเตรียมมา 10 ปีรัดกุมมาก

เมื่อ นิค ยอมเจรจา กับ ไคล์ด เขาก็ถูกปั่นหัวด้วยข้อเรียกร้องที่ประหลาดขึ้นเรื่อยๆครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนเงื่อนไขก็เริ่มรุนแรงมากขึ้นถึงขนาดเดิมพันด้วยชีวิตคน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีเมื่อ 10 ปีที่แล้วถูกฆ่าตายทั้งๆที่ ไคล์ดถูกขังอยู่  นิค ได้บทเรียนราคาแพงในชีวิตที่แลกกับกองเลือดของผู้คนหลายสิบชีวิต  ขณะที่ ไคล์ด ยังเดินหน้าทำลายระบอบยุติธรรมของรัฐ ที่ไม่เคยให้ความยุติธรรมกับพลเมืองอย่างเขาเลย

หนังเริ่มต้นแบบสะเทือนใจคนดู เรารู้สึกเห็นใจ ไคล์ด เป็นอย่างมาก เขาเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องสูญเสียคนที่รักไปเพราะไอ้สวะสังคมตัวหนึ่ง  ต่อมาก็พาเราไปพบกับการล้างแค้นแบบสาสม ชนิดแค่อ่านคำบรรยายก็อดสยองแทนไอ้โจรอ้วนไม่ได้

จากนั้นเป็นการขับเคี่ยว เฉียดเฉือนกันระหว่าง ไคล์ด กับ นิค เป็นไปอย่างเข้มข้น เมื่อคนหนึ่งหมดศรัทธากับกฏหมายและหันมาใช้ศาลเตี้ยพิพากษาโทษด้วยตนเอง ขณะที่อีกคน เริ่มไม่แน่ใจกับหลักการส่วนตัวที่ยึดถือ แต่ก็พยายามยืนหยัดปกป้องระบอบยุติธรรมให้คงอยู่ต่อไป

พล็อตเรื่องหนักแน่นว่าด้วยการตั้งข้อสงสัยกับกฏหมายและบทลงโทษ แค่ประเด็นนี้ก็เอาคนดูอยู่หมัด การเดินเรื่องเป็นไปแบบ 2 โทน มีทั้งแอคชั่นจากวิธีการล้างแค้นแบบไฮเทคเหนือเมฆ ผสมกับ ดราม่าผ่านบทสนทนา

หลายคนแอบเอาใจช่วย ไคล์ด แม้จะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันผิดก็ตาม ช่วงท้ายเรื่องไม่มีบทสรุป  เหมือนต้องการแฝงอะไรบางอย่างให้คนดูกลับไปคิดต่อเอง  กฏหมายทุกวันนี้ควรค่าต่อการเคารพแค่ไหน บทลงโทษคนร้ายสาสมไหมกับสิ่งที่มันทำ การแก้แค้นช่วยให้เราสบายใจขึ้นหรือไม่ หรือที่สุดแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับอาชญากร

 

ปล. ชื่อหัวข้อภาษาไทยยืมมาจากชื่อหนังสือของ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี

ชมตัวอย่างหนังที่ว่าด้วยเรื่องกฏหมายและระบบยุติธรรมได้ที่ลิงค์ข้างล่างเลยครับ

http://video.mthai.com/player.php?id=23M1254208684M0

นกไซเบอร์

edit @ 11 Nov 2009 21:50:53 by นกไซเบอร์

edit @ 11 Nov 2009 21:54:47 by นกไซเบอร์

 
บ่อยครั้งเมื่อเราพูดถึงความรัก มักมีเรื่องของ โชคชะตา หรือ พรหมลิขิต เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ในทุกวันนี้จะมีสักกี่คนที่ยังเชื่อเรื่องแบบนี้อยู่

รักแท้ ที่มีเพียงครั้งเดียวในชีวิต กลายเป็นสิ่งที่เพ้อฝัน แถมยังถูกค่อนขอดว่ามีจริงก็แต่ใน หนังสือนิยาย บทเพลง หรือ ภาพยนตร์เท่านั้น

ทว่า หากจุดประสงค์ของการทำหนังคือการทำให้คนดูเชื่อในเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดผ่านแผ่นฟิล์มลงบนจอ เมื่อใดที่เรายังคงเชื่อในความงดงามของรักแท้ บางทีเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นก็อาจกลายเป็นเรื่องจริงในชีวิตได้เหมือนกัน

KAFOO WAITING FOR HAPPINESS เป็นหนังเรื่องล่าสุดที่ทำให้ผมยังคงเชื่ออยู่ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนวนิยายที่ชนะการประกวดนวนิยายโรแมนติกแห่งชาติของญี่ปุ่น เคยเป็นหนังสือมาแล้ว ก่อนที่จะลงจอเงินให้ชาวญี่ปุ่นซาบซึ้งตรึงใจไปทั้งเกาะ  สามารถทำรายได้เปิดตัวชนะแชมป์เก่าอย่าง  Be with you หนังรักในดวงใจใครหลายคนได้สำเร็จ

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาว่าด้วยชีวิตของชายผู้โดดเดี่ยวคนหนึ่งชื่อ อากิโอะ(Tetsuji Tamayama) เขาจองจำตัวเองกับอดีตอยู่ในร้านขายของชำเก่าๆ บนเกาะเล็กๆแห่งหนึ่ง เพื่อรอคอยการกลับมาของแม่ที่ทิ้งเขาไปตั้งแต่เด็ก โดยเหลือไว้เพียงความทรงจำดีๆบางอย่างและบาดแผลไฟไหม้ที่มือข้างซ้ายของเขา

ชีวิตประจำวันของ อากิโอะ เรียบง่ายในมุมมองของเขา แต่เรื่อยเปื่อย หลักลอย ไร้จุดหมายในสายตาใครหลายคน หน้าร้านของเขาติดป้ายไว้ว่า ร้านเปิดเฉพาะเวลา หมายถึงเปิดในตอนที่เขาตื่นหรืออยู่ร้านเท่านั้น ตกเย็นเขากับเจ้า คาฟุ สุนัขคู่ใจจะพากันไปเดินเล่นริมทะเล นั่งทอดสายตามองคลื่นกระทบฝั่ง คิดถึงความหลังครั้งเก่า

วันแล้ววันเล่า ที่เขาใช้ชีวิตเหงาๆบนเกาะอันเงียบสงบ มีบ้างบางวันที่จะไปฝากท้องไว้ที่บ้านของคุณย่า ซึ่งคอยดูแลเรื่องอาหารการกินและซักเสื้อผ้าให้เป็นครั้งคราว หรือไปดื่มกับเพื่อนฝูงตามงานเลี้ยง แต่สุดท้ายเขาก็ยังต้องเดินกลับบ้านเพียงลำพัง เฝ้ารอใครสักคนมาคลายความเหงาในหัวใจเขา


กระทั่ง จู่ๆก็มีจดหมายฉบับหนึ่งส่งมาถึงเขา เป็นของหญิงสาวคนหนึ่งที่ลงท้ายไว้ว่า “ถ้าคุณพูดจริง  ฉันจะขอเป็นเจ้าสาวของคุณเอง” ข้อความดังกล่าวทำให้ อากิโอะ สับสนและว้าวุ่นใจจนนอนไม่หลับ ครั้งหนึ่งเขาเคยเขียนคำอธิษฐานทิ้งเอาไว้ในวัดแห่งหนึ่ง หลังจากถูกเพื่อนคะยั้นคะยอเพราะเห็นว่าเป็นคนเดียวที่ครองความโสดมาตลอดชีวิต

“แต่งงานกับผมเถอะ .. แล้วผมจะทำให้คุณมีความสุข” คือข้อความที่เขาเขียนทิ้งไว้ โดยไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครจริงจังกับตัวหนังสือไม่กี่ตัวบนแผ่นไม้

ต่อมา ซาจิ(Maiko) หญิงสาวแสนสวยก็ปรากฏตัวขึ้นในชีวิตของ อากิโอะ พร้อมแผ่นป้ายข้อความที่เขาเคยเขียน เธอขอใช้ชีวิตอยู่กับเขา แม้จะยังตื่นเต้นและงงๆอยู่ แต่เมื่อเห็นหน้าของเธอเขาก็ปฏิเสธไม่ลง

การมาของ ซาจิ  เหมือนกับข่าวดีของ อากิโอะ ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไป วันคืนดูสดใสขึ้นด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ ร้านเก่าๆของเขากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เรื่องราวที่เขาเคยคิดไว้แต่ในความฝันกลับกลายเป็นความจริงขึ้นมา

เธอกับเขาเริ่มใกล้ชิดกันมากขึ้น ความน่ารักของ ซาจิ ทำให้ อากิโอะ เผลอตกหลุมรักเธอ แต่ความสงสัยในตัวตนที่แท้จริงของเธอก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละนิดเช่นกัน ขณะเดียวกันเกาะที่เขาอาศัยอยู่ก็กำลังจะถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ดินเกือบทั้งเกาะถูกกว้านซื้อ สุดท้ายเหลือเพียง อากิโอะ คนเดียวที่ยังยืนกรานไม่ยอมขายบ้าน

ท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมเขามา อากิโอะ พยายาม นับ 1 2 3 ในใจ ซึ่งเขาเชื่อว่าเมื่อทำแบบนี้แล้วเรื่องร้ายๆก็จะผ่านพ้นไป มันเป็นคำสอนเดียวของแม่ที่เขาจำขึ้นใจ คนรอบตัวของเขาหวาดระแวง ซาจิ ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกนายทุนซื้อเกาะ บวกกับความเจียมตัวที่ว่า ไม่ดีพอ ไม่คู่ควรกับเธอ ทำให้เขาต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่ปวดร้าวหัวใจของ ซาจิ และเขาที่สุด

 


หนังดำเนินเรื่องไปอยากราบเรียบ สไตล์หนังรักญี่ปุ่น โดยค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการคลี่คลายความลับของหนังทีละนิด ภาพและฉากหลังสวยสงบ ถ่ายทอดอารมณ์ความเหงาได้อย่างลึกซึ้ง สำหรับบางคน ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถเรียกนํ้าตาอุ่นๆให้ไหลออกมานาบแก้มได้

ชื่อของผู้กำกับอย่าง Yu Nakai ที่ไม่ติดหูมากนัก น่าจะแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการกับหนังเรื่องนี้

Tetsuji Tamayama สามารถสลัดมาดมือเบสสุดเทห์จากเรื่อง Nana ออกหมด เขากลายเป็นหนุ่มบ้านนอกสุดเซอร์ได้ถึงใจจริงๆ

ส่วน Maiko ก็ทำได้ดีในบทสาวสวยที่ซ่อนความลับบางอย่างอยู่ข้างใน เธอไม่ใช่ดาราที่สวยขนาดทุกคนที่เห็นครั้งแรกออกปากชม แต่เมื่อดูไปนานๆเราจะมีความรู้สึกได้ว่าเธอช่างดูสวยเหลือเกิน

"ความสุขในชีวิตคุณคืออะไร" ซาจิ  

"ความสุขของผม คือการได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข " อากิโอะ

แล้วคุณละอะไรคือความสุขในชีวิต?


ปล.คำว่า KAFOO (คาฟุ) เป็นภาษาท้องถิ่นของ โอกินาว่า หมายถึง ข่าวดี และ  ความสุข

ชม MV ซึ้งๆจากหนังรักโรแมนติกแห่งปีของญี่ปุ่นได้ที่ลิงค์ข้างล่างเลยครับ

http://video.mthai.com/player.php?id=23M1255347732M0

นกไซเบอร์



edit @ 25 Oct 2009 21:48:10 by นกไซเบอร์

ตอน ที่ทีเซอร์หนังเรื่องนี้ออกฉาย คนรอบตัวต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมต้องไปดูหนังเรื่องนี้ให้ได้ ด้วยเหตุผล 2 ประการ 1 นั่งรถไฟฟ้าเป็นประจำ 2 สถานภาพปัจจุบันยังคงโสด(ไม่ได้หมายถึงไม่แต่งงาน แต่หมายถึงยังไม่มีแฟน T T)

ภาพยนตร์จากค่ายหนัง GTHเรื่องนี้ถือว่ามีกระแสแรงมากๆ เป็นผลงานกำกับเดี่ยวลำดับที่ 2ของ ปิ๊ง อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม (แฟนฉัน,หมากเตะ) กำลังจะกลายเป็นผู้กำกับเพียงไม่กี่คนที่ผลงานกำกับเรื่อง 2 ประสบความสำเร็จกว่าเรื่องแรก

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ว่าด้วยเรื่องราวของ เหมยลี่ (คริส หอวัง) สาวโสดอายุ 30 แต่ยังไร้เดียงสาเรื่องความรัก แถมไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อนเลย ขณะที่เพื่อนๆในกลุ่มทยอยมีแฟนและแต่งงานกันไปหมดแล้ว  กระทั่ง เธอ ไปเมาหนักในงานแต่งงานของ เป็ด (โอปอล์ ปาณิสรา)เพื่อนซี้ที่สุดในชีวิต ระหว่างทางกลับบ้านรถของเธอเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เธอได้พบกับ ลุง (เคน ธีรเดช)วิศวกรหนุ่ม เป็นครั้งแรก

 ผลจากการเมาและขับในวันนั้นทำให้ เหมยลี่ ถูกพ่อยึดรถ เธอที่ไม่มีแฟนคอยไปรับไปส่งจึงต้องเผชิญกับการเดินทางในสภาพจราจรสุดโหด ของกรุงเทพฯเพียงลำพัง เหมยลี่ ใช้บริการขนส่งสาธารณะและไม่สาธารณะทุกรูปแบบ ตั้งแต่ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง รถสองแถว รถตู้ แท็กซี่ รถเมล์ เรือโดยสาร ยันรถไฟฟ้า

ความเหนื่อย ล้าจากการเดินทางในแต่ละวันทำให้ เหมยลี่ นอนและตื่นผิดเวลา คืนหนึ่งเธอตื่นขึ้นมากลางดึกเลยออกไปกินเบียร์ชมวิวบนดาดฟ้า จนแอบไปเห็นลูกจ้างชายหญิงกำลังแอบโจ๊ะกันอยู่  เรื่องแดงจนกลายเป็นที่วุนวายของคนในบ้าน แต่เพราะเหตุนี้เองเธอจึงได้พบกับ  ลุง อีกครั้ง

เหมยลี่ รู้สึกแปลกๆกับผู้ชายคนนี้ เขามีเสน่ห์น่าหลงใหล เป็นชายในฝันของสาวๆหลายคน เธอ บังเอิญ พบกับ เขา บนรถไฟฟ้าบ่อยๆ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อยๆพัฒนาขึ้นท่ามกลาง ความสงสัยเล็กๆที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น ทำไมผู้ชายที่หน้าตาก็ดี นิสัยก็ดี ถึงยังโสดอยู่

 

กระนั้น ในที่สุด เหมยลี่ ก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนเคยคิดแต่ไม่กล้าลงมือ นั่นก็คือการจีบผู้ชายก่อน เสียแต่ว่าทุกอย่างมันก็ไม่ง่ายเลย สำหรับสาวออฟฟิศธรรมดาอย่างเธอ นอกจากนี้ยังมีคู่แข่งทั้ง เพลิน (แพท อังศุมาลิน)สาวน้อยข้างบ้านวัยน่ารักสดใส ที่เปลี่ยนใจจากให้คำแนะนำเป็นลงมือจีบเสียเอง  และยังจะมีคนรักเก่าอย่างดาราสาวอันดับหนึ่งของวงการอีก

ทว่า ไม่นาน เหมยลี่ ก็พบว่าปัญหาอุปสรรคในความรักของเธอกับเขา ไม่ใช่คนที่ไหนหากเป็นเรื่องของเวลางานของ ลุง เป็นวิศวกรกะ Maintenance ดึกของรถไฟฟ้า BTS ที่ต้องคอยตรวจเช็คสภาพรางในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลาปิดทำการของรถไฟฟ้า  เขามีชีวิตที่สงบ อยู่คนเดียวในบ้านริมแม้นํ้าเจ้าพระยา ส่วน เหมยลี่  เป็นเซลล์ขายแผงโซลาร์เซลล์ ที่ต้องพบลูกค้าและแสดงสินค้าในเวลากลางวันที่มีแสงอาทิตย์เท่านั้น  เธอใช้ชีวิตวุ่นวายอยู่ในเมืองใหญ่กับครอบครัวและเพื่อนๆ  ชีวิตของทั้งคู่จึงคล้ายกับรถไฟฟ้าคนละสายที่ได้แต่แล่นสวนทางกันไปมา

ตัวหนังแม้จะออกตัวว่าเป้นหนังรัก-คอเมอดี้ แต่ความอารณ์ดีนั้นโดดเด่นกว่ามาก ใครที่คิดว่าจะไปนั่งเหงา เศร้า คิดผิดถนัด มุขตลกในหนังมีความเป้นธรรมชาติ สามารถทำให้ผู้ชมหัวเราะตามได้ตลอดทั้งเรื่อง ตัวละครแสดงได้ลื่นไหล

เสน่ห์ ประจำของค่าย GTH คือการชวนคนกันเองในค่ายมาแสดงประกอบ ซึ่งแต่ละคนถึงจะโผล่มาไม่กี่ฉาก ลีลาการแสดงและบทสนทนาของแต่ละคนกลับแพรวพราวชนิดไม่มีใครยอมใคร จะมีขอติงอยู่นิดหน่อยก็คือความบังเอิญพบกันของ เหมยลี่ กับ ลุง ที่เกิดขึ้นบ่อยจนอดสงสัยไม่ได้ว่าในเมืองหลวงอันแสนแออัดคับคั่งไปด้วยผู้ คน โลกมันกลมขนาดนั้นเลยเหรอ

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ฉากแสดงอารมณ์ความคิดภายในของตัวละครแบบแอนิโมชั่นอีโมชั่นสไตล์ที่หนัง ญี่ปุ่นและเกาหลีชอบใช้ เป็นเทคนิคช่วยสร้างสีสันให้ภาพยนตร์ได้ไม่น้อย

คริส หอวัง ในบท เหมยลี่ โดดเด่นและดูลงตัวมาก เธอเป็นตัวแทนของสาวออฟฟิศปี 2552 ได้อย่างยอดเยี่ยม เธอทำให้นิสัยโก๊ะๆของ เหมยลี่ ดูน่ารักมาก ส่วนเวลาจะเหงาจะเศร้าขึ้นมาก็แสดงได้เข้าถึงอารมณ์

เคน ธีรเดช ในบท ลุง ก็ดูเหมาะสมดี บุคลิกไม่ไกลเจ้าตัวเท่าไหร่ เป็นผู้ชายเท่ ที่มีนิสัยนิ่งๆ ขรึมๆ  ทุกครั้งที่ปรากฏตัวยังเรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆได้ไม่ยาก ที่เพิ่มมาก็คือคำพูด คารมคมคายแทบจะละลายใจสาวทุกคนที่ได้ยิน

รถไฟ ฟ้า มาหานะเธอ เป็นหนังดูสนุก คนโสดดูแล้วไม่เศร้า คนมีคู่ดูแล้วไม่เหงา เชื่อว่าคนที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบลง จะเดินออกจากโรงหนังด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับความคิดที่จะบอกลาจากชีวิตโสดเสียที

ไม่ว่าสถานีรถไฟฟ้าจะถูกขยายส่วนต่อเติมขึ้นมาอีกกี่สถานี แต่สถานีที่คนโสดทุกคนอยากได้ยินที่สุดก็คือ Next Station บางรัก



ชมตัวอย่างหนังรักอารมณ์ดีแห่งปีได้ที่ลิงค์ข้างล่างเลยครับ


http://video.mthai.com/player.php?id=23M1252469957M0

นกไซเบอร์

edit @ 19 Oct 2009 14:58:05 by นกไซเบอร์

The Time Traveler’s Wife สามีล่องหน

posted on 01 Oct 2009 22:36 by cyberbird

 

หลังจากได้ชมตัวอย่างหนังเรื่องนี้เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ผมก็ตั้งใจเอาไว้ว่า The Time Traveler’s Wife เป็นหนังอีกเรื่องที่ต้องดูให้ได้ในเดือนนี้

หนังเรื่องนี้สร้างจากหนังสือขายดีในชื่อเดียวกันของนักเขียนชื่อดัง ออเดรย์ นิฟเฟเนกเกอร์ (ฉบับแปลเป็นภาษาไทยคือ  ความรักของนักท่องเวลา)ว่าด้วยเรื่องราวของความรักที่อยู่เหนือกาลเวลา หนังสือถูกแปลเป็นภาษาต่างๆมากกว่า33ภาษา รวมทั้งยังได้รับเลือกเป็น Top 10 Books ของนิตยสารต่างๆและรายการทีวี

ในฉบับภาพยนตร์กับกับโดย Robert Schwentke นำแสดงโดย นักแสดงสาวนัยน์ตาสวย เรเชล แมคอาดัมส์ (Red Eye,The Notebook,Sherlock Holmes) และ นักแสดงหนุ่มร่างบึก เอริค บานา (Hulk,Star Trek,Troy)

The Time Traveler’s Wife ว่าด้วยความรักอันแสนมหัศจรรย์ของ เฮนรี (เอริค บานา )ชายผู้ถูกกำหนดให้เดินทางข้ามเวลาตลอดชีวิต แถมยังไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อใด ไปโผล่ที่ไหน เมื่อไหร่ กลับตอนไหน มันเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนเขา 6 ขวบ การเห็นแม่ตัวเองตายต่อหน้าต่อตา และไม่สามารถช่วยอะไรได้เป็นบาดแผลที่ฝังลึกในใจ

เขาพยายามใช้ชีวิตให้ธรรมดาที่สุด โดยทำงานเป็นบรรณารักษ์ในห้องสมุด กระทั่งวันหนึ่ง แคลร์(เรเชล แมคอาดัมส์)ก็ปรากฏตัวขึ้นมาในชีวิตเขา เธอบอกเขาว่ารู้เรื่องการล่องหนที่สุดประหลาดของเขา และรู้จักกับเขาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ  เฮนรี ไม่เข้าใจในบางอย่าง แต่ก็เชื่อเธอ

ทั้งคู่คบหากันและตัดสินใจแต่งงานกันในที่สุด ทว่า ความรักของเขาและไม่ได้ราบรื่นเท่าใดนัก การข้ามเวลาของ เฮนรี สร้างปัญหาตั้งแต่วันสวมแหวนแต่งงาน สามีที่หายตัวไปครั้งแล้วครั้งเล่า เธอ กับ เขา เหมือนถูกพระเจ้ากลั่นแกล้งให้แยกจากกันตลอดเวลา

จะทรมานเพียงใด เมื่อชีวิตคู่ต้องดำเนินไปพร้อมกับ การพลัดพราก อดีต อนาคต และ โชคชะตาที่ถูกลิขิตไว้แล้ว

ตัวหนังลื่นไหลไปกับการเล่นกับเวลา หนังที่ว่าด้วยการข้ามมิตินั้นมีจุดอ่อนตรงที่ต้องแบ่งแยกสัดส่วนของหนังให้ดี มิเช่นนั้นเครื่องหมายคำถามอาจเกิดขึ้นบนหัวของผู้ชม ซึ่ง The Time Traveler’s Wife ทำได้ดีในระดับหนึ่ง  

จุดเด่นคือการดำเนินเรื่องโดยร้อยเรียง อดีต ปัจจุบัน อนาคตให้ผสมกลมกลืนอย่างลงตัว ระหว่างนั้นก็ค่อยๆเปิดเผยความลับในชีวิตของทั้งคู่ทีละนิด แถมยังมีบรรยากาศหวานซึ้้ง ปนเศร้าหน่อยๆ ใครต่อมนํ้าตาตื้พกกระดาษทิชชู่ไปได้ใช้แน่

เรเชล แมคอาดัมส์ ในเรื่องนี้ดูโดดเด่นมาก เธอแสดงเป็นแคลร์ตั้งวัยรุ่น วัยทำงาน กระทั่งเป็นแม่คน ได้อย่างสมบทบาท โดยที่ยังดูสวยอยู่ในทุกครั้ง ซีนอารมณ์เธอก็ทำได้เป็นธรรมชาติ  แววตาเธอน่าหลงไหลมาก ไม่แน่ใจว่าผมเคยดูหนังที่เธอแสดงหรือไม่ แต่รู้สึกคุ้นเคยใบหน้าสวยๆของเธอ มันคล้ายกับผู้หญิงคนนึงที่ผมรู้จัก

เอริค บานา ทำได้ดีพอสมควรกับบทชายมีปมในใจเกี่ยวกับเรื่องอดีต รวมทั้งปัญหาชีวิตที่ต้องเดินทางข้ามเวลาอยู่ตลอด  แม้สีหน้าของเขาจะแสดงอารมณ์น้อยไปหน่อย แต่ถ้าดูหนังเรื่องก่อนๆของเขาที่เป็นแนวแอ็กชั่นมาตลอด กับหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นการฉีกแนวที่ทำได้ดีไม่น้อย หุ่นกำยำของเขาดูไม่โป๊เลยสักนิด ทั้งที่เขาต้องเปลือยกายทุกฉากที่ข้ามเวลา ไม่รู้เพราะเหตุนี้หรือเปล่าผู้กำกับจึงเลือกเขา แทนที่จะเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทคนอื่น

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นแนวโรแมนติก ดราม่า แถมไซไฟนิดๆ ไม่รู้เป็นไงพอดูจบผมรู้สึกว่ามีกลิ่นไอของหนังเรื่อง Benjamin Button อยู่พอสมควร โดยเฉพาะประเด็นชีวิตคู่ จะมีแตกต่างกันบ้างก็ที่มุมมองการนำเสนอ

พล็อตเรื่องการข้ามเวลานั้นมาทางเดียวกับ The Butterfly effect ทว่า สดใสกว่า หากเทียบกับหนังในเอเชียก็ประมาณ Cybrog She , Be With you

"ฉันไม่ขอเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น ไม่ขอแลกมันกับอะไร ทุกวินาทีในชีวิตของเราเป็นสิ่งสวยงามที่สุด" แคลร์บอกกับเฮนรีก่อนที่เขาจะข้ามเวลา

แน่นอนว่าความรักต้องการเวลา แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าเวลา นั้นก็คือ ความเข้าใจ


ชมหนังตัวอย่างเรื่องรักสุดมหัศจรรย์แห่งปีได้ที่ลิงค์ข้างล่างเลยครับ

http://video.mthai.com/player.php?id=23M1248753457M0

นกไซเบอร์

edit @ 16 Nov 2009 13:54:49 by นกไซเบอร์

Miao Miao รักแรก หวานปนขม

posted on 24 Sep 2009 23:12 by cyberbird

 

 วันเกิดปีนี้ผมไม่อยากได้เค้กเท่าไหร่(กลัวนํ้าตาลในเลือดขึ้นสูงเกินลิมิต)ในใจขอเปลี่ยนเป็นหนังรักรสชาติหวานๆขมๆเหมือนเค้กช็อกโกแลตสักเรื่องแทน

พอดีกับที่หนังเรื่องชื่อน่ารัก Miao Miao เข้าฉาย อ่านรีวิวคร่าวๆ ชื่อ เจิ้งเสี่ยวเซียะ(บางแห่งเขียนว่า เจิงเชี่ยวเฉอ) ผู้กำกับไม่คุ้นหูเลย นั้นเพราะนี่เป็นการกำกับหนังครั้งแรกของเขา

แต่ที่โดดเด่นขึ้นมาจนแทบจะเรียกว่าขโมยซีนคือชื่อผู้อำนวยการสร้าง หว่องกาไว และ สแตนลี่ย์ กวาน เรียกความสนใจผมได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเฮียหว่อง ยังติดใจกับ Chucking Express หนังมาสเตอร์พีซของแกไม่หาย

เย็นวันที่สายฝนโปรยปรายผมมุ่งหน้าสู่โรงภาพยนตร์ที่เงียบที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ House เป็นแห่งเดียวที่ฉายหนังเรื่องนี้ เหมียว เหมียว ผมบอกคนขายตั๋วไปอย่างนั้น ในใจสงสัยว่าตัวเองเป็นแมวไปแล้ว

 

Miao Miao ว่าด้วยเรื่องราวความรักครั้งแรกของ เมี่ยว เมี่ยว เด็กหญิงชาวจีนที่เกิดและโตในญี่ปุ่น โดยเธอเดินทางมาไต้หวันเพื่อเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่โรงเรียนมัธยมในไทเปนาน 1 ปี

ความเป็นคนเงียบขรึมกับสีหน้าที่เรียบเฉยของเธอ ทำให้เพื่อนในชั้นเรียนไม่กล้าคบหา เธอจึงเหมือนถูกโดดเดี่ยวอยู่ในต่างแดน กระทั่งได้พบกับ เสี่ยวไอ้ เด็กสาวบุคลิกร่าเริงเพื่อนร่วมชั้นที่ช่วยบอกทางในการตามหาร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่งให้ ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันอย่างรวดเร็ว

เมี่ยว เมี่ยว ทำขนมเก่ง เธอเป็นกำลังสำคัญในการช่วย เสี่ยวไอ้ กับเพื่อนๆแข่งขันทำขนมในรายการทีวี ส่วน เสี่ยวไอ้ ต้องคอยช่วย เมี่ยว เมี่ยว สานความสัมพันธ์กับ เฉินเฟย หนุ่มหน้าตาไม่รับแขกเจ้าของร้านขายแผ่นเสียงเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอย่างสงบอยู่ในเมืองหลวงอันแสนว้าวุ้น

แม้เขาจะเป็นคนพูดน้อย(พูดเมื่อจำเป็น)ไม่สนใจโลกภายนอก ด้วยการใส่หูฟังตลอดเวลา จมจ่อมอยู่กับหนังสือ On the road ของ แจ็ค เคอรูแอด ทว่า เหมือนกับมีบางสิ่งที่น่าค้นหา เมี่ยว เมี่ยว ตกหลุมรักเขา ในขณะเดียวกับที่ เสี่ยวไอ้ รู้ตัวว่ากำลังแอบรักเพื่อนสนิทของตัวเอง

ตัวหนังเป็นแนว Coming of age คือ การก้าวข้ามพ้นของวัย การค้นหาตัวเองของวัยรุ่น ตอนต้นของเรื่องมีกลิ่นไอของหนังรักวัยใสสุดดังของญี่ปุ่นอย่าง Hana & Alice ถึงพล็อตเรื่องจะไม่หนีไปจากหนังรักวัยรุ่นธรรมดาทั่วไป แต่ก็ไม่ได้ใสปิ๊งจนกลวงโบ๋

องค์ประกอบของหนังโดยรวมดีมาก ทั้ง การเขียนบท การตัดต่อภาพ เพลงประกอบ สามารถถ่ายทอดความโรแมนติกความรักครั้งแรกและชีวิตวัยเยาว์ได้อย่างละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง(ไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือผู้กำกับมือใหม่) อีกทั้งยังเป็นหนังรักไม่กี่เรื่องที่มีเนื้อหาว่าด้วย ความรักปกติ เลสเบี้ยน และ เกย์ อยู่ในเรื่องเดียว

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้อารมณ์นุ่มนวล ชวนให้คิดถึงชีวิตวัยรุ่นที่อิสระราวกับนกบนท้องฟ้า ฉากที่ เมี่ยว เมี่ยว ถูก เสี่ยวไอ้ บังคับให้ร้องเพลงที่ไม่รู้อัลบั๊มให้ เฉินเฟย ฟัง หรือ ตอนที่  เมี่ยว เมี่ยว หลับตาฝืนกินขาไก่ที่ตัวเองเคยกลัวจนต้องวิ่งนี้ ทำให้หลายคนอดอมยิ้มไปกับความสดใสทั้งคู่ไม่ได้

Miao Miao นับเป็นหนังรักวัยรุ่นที่ผมประทับใจอีกเรื่องหนึ่ง พอๆกับ Blue gate crossing  Way of blue sky และ Night time picnic

เมี่ยว เมี่ยว ถามเพื่อนสาว ว่า "ทำไมเธอถึงชอบเค้กมากนัก?"

เสี่ยวไอ้ ตอบว่า "เพราะเค้กมันทำให้ชีวิตเราหวานขึ้น ไม่ว่ามันจะมีรส หวาน เปรี้ยว หรือ ขม เราก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้มองดูมัน"

ว่ากันว่า รักครั้งแรกมักไม่สมหวัง รสชาติของมันจึงเหมือนการกินช็อกโกแลต ที่มีความหวานหอมในคราวแรก แต่ขมเข้มในภายหลัง ถึงกระนั้น หลายคนก็ยังติดใจรสชาติของมัน

  ชมตัวอย่างหนังวัยรุ่นแห่งปีของไต้หวันได้ที่ลิงค์ข้างล่างหรือกดที่รูปเลยครับ

http://video.mthai.com/player.php?id=23M1252490679M0
 
 
นกไซเบอร์

edit @ 26 Sep 2009 10:04:46 by นกไซเบอร์

ได้ดูหนังเรื่องนี้นานแล้ว แต่ก็หลงลืมไปเหมือนชื่อหนัง มาจำได้อีกที่ก็เมื่อไม่กี่วันก่อน เห็นข่าวแจ้งว่า ความจำสั้น แต่รักฉันยาว (Best of time)ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนหนังไทยเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 82 (สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ)

ตามรอยหนังเรื่อง รักแห่งสยาม ตัวแทนเมื่อปีที่ผ่านมา โดยถือว่าเป็นหนังเรื่องที่ 2แล้วของค่าย จีทีเอช ถัดจาก มหา’ลัยเหมืองแร่ ที่เคยได้รับเกียรติให้เข้าชิงออสการ์มาก่อน

ความจำสั้น แต่รักฉันยาว เป็นหนังที่ชื่อติดหูมากๆ ด้วยการแปลงจากสำนวนของศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี(บิดาของมหา'ลัยศิลปากร)ที่ว่า ชีวิตสั้น ศิลปะยืนยาว

หนังว่าด้วยเรื่องราวของรักสองวัยและสองความทรงจำ กับเวลาที่ผันผ่าน ในชีวิตเราต่างมีบางสิ่งที่ลืมเลือนไป ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ หรือสิ่งของ

อยากลืมกลับจำ เก่ง (อารักษ์ อมรศุภศิริ)สัตวแพทย์หนุ่มกลับมาพบกับ ฝ้าย (ญารินดา บุนนาค)วนศาสตร์สาวรักแรกของเขาอีกครั้ง เมื่อเธอพาหมาหลงมาให้เอารักษา(ภายหลังตั้งชื่อว่า ไอ้สะพานลอย)

หลายปีที่ผ่านมาเก่งพยายามที่จะลืมฝ้าย เพราะรู้ว่าฝ้ายแต่งงานไปกับเพื่อนสนิทของเขา ทว่าต่อมาทั้งคู่ก็หย่ากัน แม้จะมีโอกาสสานความสัมพันธ์ 

แต่หมอเก่งไม่แน่ใจที่จะเริ่มต้นใหม่กับรักครั้งเก่า เขาจึงกลบเกลื่อนด้วยการทำเป็นไม่สนใจเธอ ขณะที่เธอเองกลับจำเขาไม่ได้เลย

อยากจำกลับลืม ป้า สมพิศ (ศันสนีย์ วัฒนานุกูล)กับ ลุงจำรัส (กฤษณ  เศรษฐธำรงค์ )เป็นคู่รักวัยดึกที่เจอกันในชมรมคอมพิวเตอร์เพื่อผู้สูงอายุ

แม้จะสูงวัยแต่ทั้งคู่จริงจังกับรักครั้งนี้มาก ทุกๆอาทิตย์ลุงจำรัส จะขับรถจากสวนที่ชุมพรมาเรียนกับป้าที่กรุงเทพฯ เพียงเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันครั้งละสามชั่วโมง

กระนั้น ลูกของป้ากลับค้านหัวชนฝากลับรักครั้งใหม่ในวัยนี้ ทันทีที่รู้ว่าครอบครัวกำลังจะย้ายไปเมืองนอก ป้าหนีลูกไปอยู่กับลุงที่ชุมพร แต่สุขภาพที่ยํ่าแย่ลงก็เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงในการที่คนแก่สองคนจะอยู่กันตามลำพัง ลุงป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม และกำลังค่อยๆลืมในสิ่งที่ไม่อยากลืม

ดูจบแล้วรู้สึกประทับใจกับความเรียบง่ายแต่อบอุ่นของหนัง ให้อารมณ์ฟีลกู๊ดตามสไตล์ค่ายคุณภาพ ใครที่ไม่ชอบหนังแนวนี้ อาจมีบ่นว่าเบื่อบ้างกับความรักของลุงกับป้า แต่ถ้าจะซึ้งก็ซึ้งคู่นี้ละ

บทหนังไม่ได้โดดเด่นเป็นพิเศษ แต่ก็ลงตัวดี ตัวละครต่างวัยต่างยุคสมัยค่อยๆเรียนรู้กันและกัน แสดงถึงการเข้าอกหัวใจคนสูงอายุในบ้านเรา  นักแสดงเล่นได้เป็นธรรมชาติ มุขที่แซวและอำกันชวนให้เราอมยิ้มได้ตลอด

คนไม่ใช่ปลาทอง เราจึงลืมความรักกันไม่ได้ง่ายๆ ช่วงเวลาดีๆในชีวิตมนุษย์เราอยากจดจำไว้ให้คิดถึง อีกนานแสนนาน

 

ชมตัวอย่างหนังไทยตัวแทนชิงออสการ์ได้ที่ลิงค์ข้างล่างเลยครับ

http://video.mthai.com/player.php?id=23M1233720708M0

นกไซเบอร์

edit @ 24 Sep 2009 10:43:08 by นกไซเบอร์

White Out หนาวสุดขั้วโลก

posted on 21 Sep 2009 15:31 by cyberbird

 

คุณเคยฟังชื่อหรือดูโปสเตอร์หนังแล้วไขว้เขวจนตีเนื้อหาของหนังผิดไปไหม ผมเพิ่งประสบกับตัวเองเมื่อไม่นานนี้กับรอบพิเศษของภาพยนตร์เรื่อง White Out

ชื่อไทยของหนัง คือ มฤตยูขาวสะพรึงโลก ฟังแล้วให้นึกไปถึงหนังสือสยองขวัญของสตีเฟ่น คิง ส่วนโปสเตอร์สีขาวฟ้ามีหน้าผู้หญิงอยู่ตรงกลางพร้อมกับริ้วรอยเหมือนกระจกที่ใกล้จะแตก ทำเอานึกถึงหนังเรื่อง Lady in the water

ให้ตายสิ ผมเข้าใจผิดไปมาก White Out ไม่ใช่หนังลึกลับ สยองขวัญ ที่มีผีหรือตัวประหลาด ตลอดจนมนุษย์ต่างดาวใดๆเลย แต่กลับเป็นหนังแอ็คชั่น ทริลเลอร์(สืบสวน)ซึ่งยึดเอาพื้นที่ๆหนาวที่สุดในโลกอย่าง ขั้วโลกใต้ เป็นฉากหลัง

แครรี่ แสตทโก ตำรวจหญิงผู้มีอดีตที่ปวดร้าวจากการถูกหักหลังหลบมารับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของสถานีวิจัยที่ตั้งอยู่ในทวีปแอนตาร์กติกา

งานง่ายๆ แสนน่าเบื่อที่ตำรวจไฟแรงทุกคนหลีกหนี ที่นั้นคือทวีปที่ถูกทิ้งร้าง ไม่มีคนอาศัยอยู่ถาวร ข้างนอกมีแต่สีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่มนุษย์ หากแต่เป็นหิมะ

กระทั้ง ใกล้ช่วงฤดูหนาวอันมืดมิดและยาวนานมาถึง ไม่มีอะไรให้วิจัย  ช่วงนั้นสถานีจะถูกปิด 6เดือน แต่ไม่กี่วันก่อนที่ แสตทโก จะอพยพหนีหนาวพร้อมคนอื่นๆ กลับเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นเป็นครั้งแรกในพื้นที่แห่งนี้

เธอต้องสืบสวนหาต้นเหตุของคดีและจับตัวคนร้ายให้ได้ ในเวลาที่จำกัด ก่อนที่พายุหิมะจะเคลื่อนเข้ามา พร้อมๆกับการเผยโฉมของฆาตกรสุดโหด

ตัวหนังแม้จะใช้เป็นแนวสืบสวนเดิมๆ แต่การเปลี่ยนบรรยากาศไปที่ขั้วโลกช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้มากขึ้น เราได้เห็นการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางอุณหภูมิที่ติดลบเกือบ 50องศา ความร้ายกาจของหิมะที่กัดนิ้วคุณให้ขาดได้ในเวลาไม่กี่นาที  การทำงานของเจ้าหน้าที่และนักวิจัยที่นั่น

White Out เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกเย็นสบายดี บทหนังมีลูกล่อลูกชนเหมือนหนังแนวสืบสวนเรื่องอื่นๆ ตัวละครมีไม่มาก แต่ก็เดาตัวคนร้ายได้ไม่ง่าย บางคนน่าไว้ใจ บางคนน่าหวาดระแวง มีข้อมูลให้ขบคิดตาม ทว่า ก็ไม่ได้หักมุมจนชนิดคาดไม่ถึง

ที่ผมชอบอีกอย่างคือฉากแปลกตา ความงามแบบขาวๆของทวีปแอนตาร์กติการ์ ระหว่างที่นั่งดูรู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากจอ หนังเปิดและปิดท้ายเรื่องด้วยภาพของแสงใต้(ออโรลา)เรืองรองที่ปลายขอบฟ้า(อันนี้ชอบส่วนตัว) ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยที่สุด

อากาศร้อนๆ ลองดูหนังบรรยากาศเย็นๆดูบ้างก็ไม่เลวนะ

 

ชมตัวอย่างหนังหนาวสุดขั้วโลกได้ที่ลิงค์ข้างล่างเลยครับ

http://video.mthai.com/player.php?id=23M1251099267M0
นกไซเบอร์

edit @ 22 Sep 2009 11:55:13 by นกไซเบอร์