<
 
ถ้าคุณอยู่ในวัยทำงาน บริษัทของคุณมีกฏแปลกๆแบบนี้ไหม ห้ามพนักงานเป็นแฟนกัน! อ้างอิงจากผลวิจัยระบุว่า 85% ของคู่รักที่ทำงานด้วยกัน มีแนวโน้มที่จะเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปน กับงาน อีก 57% มีโอกาสที่จะร่วมกันทำทุจริต เช่น ยักยอกเงิน หรือเอื้อประโยชน์ให้กันทางอ้อม

สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฏดังกล่าว หากถูกจับได้หรือยอมตกลงปลงใจแต่งงานงานกัน ต้องมีใครคนใดคนหนึ่งยอมเสียสละลาออก เท่าที่ทราบมากฏดังกล่าวมีจริงในบริษัทเครือของญี่ปุ่นและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

นั่นเองเป็นที่มาของ ATM เออรัก เออเร่อ ผลงานเรื่องล่าของค่าย GTH ฝีมือการกำกับของ เมษ ธราธร (บ้านฉันตลกไว้ก่อนฯ) ว่าด้วยเรื่องราวของธนาคาร JNBC บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่มาเปิดสาขาในประเทศไทยซึ่งตรากฎเหล็กเอาไว้ ห้ามเป็นแฟนกับพนักงานในออฟฟิศเดียวกัน

เสือ (เต๋อ ฉันทวิชช์) พนักงานออฟฟิศหนุ่มแผนกเอทีเอ็มภาคตะวันออกแอบคบหากับ จิ๊บ(ไอซ์ ปรีชญา) ผู้จัดการที่เป็นหัวหน้าตัวเองมาเป็นเวลา 5 ปี วันหนึ่งมีชายหญิงในแผนกฝ่าฝืนกฎ จิ๊บ ในฐานะผู้จัดการต้องไล่คนใดคนหนึ่งออก และนั่นเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ จิ๊บ กับ เสือ ตัดสินใจไม่ปกปิดสถานะอีกต่อไปจึงตกลงปลงใจแต่งงานกัน ปัญหาอยู่ที่ว่า ต้องมีหนึ่งคนที่ยอมเสียสละลาออกจากงาน
 
 
ต่อมา เกิดปัญหากับบริษัทเมื่อตู้เอทีเอ็มที่ชลบุรีเกิดเออเร่อจ่ายเงินเป็น 2 เท่าเสียหายไป 130,000 บาท หัวหน้าฝ่ายยื่นคำขาดกับ จิ๊บ ให้ตามเงินกลับมาให้ได้มิเช่นนั้นจะถูกริบโบนัส จิ๊บ หลุดปากท้า เสือ ว่าหากเขานำเงินกลับคืนมาได้ครบจะยอมเป็นคนลาออก แต่ถ้าไม่สำเร็จ เสือ ต้องเป็นฝ่ายลาออก แน่นอนเขารับคำท้าโดยไม่รู้เลยว่า กล้องวงจรปิดที่ตู้ใช้การไม่ได้ ซึ่งรายชื่อของคนที่กดเงินในวันนั้นมีมากเป็นพันคน

ความอลเวงยังไม่หมดเมื่อ ปื๊ด(เอิร์ท ธวัช)เด็กแว้นที่เป็นคนได้เงินเกินคนแรกกับ แป๊ด(แจ็ค เฉลิมพล)คนขับสองแถวที่เป็นคนป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้ต่างพากันแตกตื่นกลัวความผิดจึงพยายามหาทางขัดขวางไม่ให้ เสือ สืบหาผู้ที่ได้เงินสองเท่าจากตู้ ATM ขณะที่ จิ๊บ เองก็แอบตามหาตัวคนกดเงินแบบลับๆ ทั้งคู่ต้องทำทุกอย่างเพื่อนำเงินกลับมาโดยมีตำแหน่งงานเป็นเดิมพัน ใครกันที่จะชนะในสงครามหนุ่มสาวออฟฟิศคราวนี้

บทหนังมีความตลกโดยใช้สถานการณ์นำพาตัวละไปสู่ความสนุกสนานบวกกับอารมณ์ที่ขันแทรกอยู่ระหว่างภารกิจการติดตามเงินคืนมาของ เสือ และ จิ๊บ จังหวะการตบมุขคล้ายกับละครซิทคอม มีการใช้เสียงต่างๆเข้ามาประกอบเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละคร ใครที่เคยหัวเราะไปกับ Suckseed รับรองว่าไม่ผิดหวังกับ ATM เออรัก เออเร่อ
 
 
เต๋อ ฉันทวิชช์ กับบทบาทของ เสือ ดูเป็นตัวของตัวเองดี มาดหนุ่มกวนๆถือเป็นแนวถนัดของเขาอยู่แล้ว แถมได้ เผือก พงศธร มาแสดงร่วมยิ่งเข้าขากันเข้าไปใหญ่ การต่อมุขของทั้งคู่เลยดูเนียนเหมือนเขาเป็นเพื่อนที่ออฟฟิศกันจริงๆ เสียดายที่ เผือก ออกน้อยไปหน่อย ที่น่าชื่นชมอีกคนคือ น้องไอซ์ ปรีชญา ในบท จิ๊บ ไม่เลวเลยกับผลงานหนังเรื่องแรก การแสดงของเธอดูเป็นธรรมชาติ บุคลิกโกรธรุนแรงที่แฝงความน่ารักของเธอทำให้นึกถึง จวนจีฮุน กับบทยัยตัวร้ายในหนังเกาหลี

ส่วนนักแสดงสมทบอย่าง แจ็ค แฟนฉัน,ป๊อป แคลอรี่บลาบลา ,ตุ๊ยตุ่ย พุทธชาด, เอิร์ท ธวัช,โจ๊ค โซคูล,แอนนา เชิญยิ้ม ต่างทำให้เนื้อเรื่องมีสีสันมากขึ้น โดยเฉพาะ โจ๊ค โซคูล กับ แจ็ค แฟนฉัน สองคนนี้แค่เห็นหน้าก็ฮาแตกแล้ว เรียกว่านักแสดงแย่งซีนกันเต็มที่เลย

ตอนจบหนังลดความโลดโผนลงมาสู่โทนโรแมนติกดราม่าเล็กๆ พร้อมกับให้ปรัญชาการชีวิตคู่ได้อย่างน่าสนใจ ว่า หากคุณรักใครสักคนจนหมดหัวใจคุณจะสามารถยอมแพ้เขาได้ตลอด ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม
 
 
นกไซเบอร์

edit @ 23 Jan 2012 20:42:17 by นกไซเบอร์

Drive บุรุษหลังพวงมาลัย

posted on 17 Jan 2012 17:08 by cyberbird
 
ถ้าจะมีชื่อเรื่องของภาพยนตร์ใดสร้างความเข้าใจผิดให้กับคนดูได้มากที่สุด Drive คงติดอันดับต้นๆด้วยว่าหนังเรื่องนี้สื่ออกมาคล้ายกับว่า เป็นหนังซิ่งรถสไตล์ Fast & Furious จนถึงกับมีหญิงสาวคนหนึ่งฟ้องร้องโทษฐานที่ทำให้เธอยอมซื้อตัวเพราะเข้าใจผิดว่าจะได้ดูหนังแอ็คชั่นแข่งความเร็วของรถ

แต่หากจะพูดถึงในแง่มุมของหนังโดยไม่สนชื่อเสียงเรียงนาม ดังที่เราไม่ได้รู้ชื่อตัวเอกของเรื่องแล้ว Drive เป็นหนังที่น่าจับตามองของปี การันตีจากรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2011 ซึ่งถือว่าเซอร์ไพรส์พอสมควร เนื่องจากตามปกติหนังที่ได้รางวัลเวทีนี้จะมีองค์ประกอบที่เป็นหนังศิลปะมากกว่าหนังตลาด

กระนั้น หนังเรื่องนี้ก็ไม่ถึงกับอยู่ในกระแสเท่าไหร่ เรียกว่าเป็นลูกผสมระหว่างหนังแมสกับหนังอาร์ท โดย นิโคลัส วินดิง ไรเฟิน ผู้กำกับ ( Pusher Trilogy, Valhalla Rising) สามารถนำเสนอออกมาได้อย่างลงตัว มีเสน่ห์ น่าสนใจ ใครบางคนให้คำจำกัดความว่าเป็นหนังแนว อาร์ตเฮ้าส์
 
Drive เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มลึกลับ (ไรอัน กอสลิ่ง) กลางวันในด้านสว่างเขาทำงานเป็นสตันท์แมน กลางคืนด้านมืดเขารับจ้างขับรถพาคนร้ายหนี ต่อมา เขาได้พบกับ ไอรีน (แครี่ มัลลิแกน) คุณแม่ยังสาวที่ใช้ชีวิตอยู่กับลูกชายเพียงลำพังในอาพาร์ตเมนท์ชั้นเดียวกัน คนขับรถ (ขอเรียกเขาว่าอย่างนั้น ) แอบชอบฝ่ายหญิงแบบเปิดเผย ทว่า ต่อมา สามี ของเธอก็พ้นโทษจากคุกออกมา
 
 
คนขับรถจึงต้องตีตัวออกห่างจากครอบครัวนั้น โดยเขากำลังได้ข้อเสนอให้เป็นนักแข่งรถในทีมที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ จนวันหนึ่งสามีของไอรีนถูกซ้อม เขาเข้าไปช่วยพร้อมกับเสนอตัวเป็นคนขับรถให้ หลังจากที่สามีของไอรีนถูกบังคับให้ปล้นโรงรับจำนำเพื่อใช้หนี้ ชนิดไม่รู้เลยว่าเงินนั่นเป็นของ เบอร์นี่ โรส (อัลเบิร์ต บรู๊กส์) กลุ่มมาเฟียที่ร้ายที่สุดในแอลเอ

บทหนังราบเรียบแต่ก็คมคายมาก มีลูกล่อลูกชน ทำให้หนังมีครบรส ทั้ง แอ็คชั่น ทริลเลอร์ โรแมนติก ดราม่า ถึงจะดูเป็นสูตรสำเร็จแต่ก็ไม่สามารถเดาทางได้ง่ายๆ ฉากซิ่งรถตอนเริ่มเรื่องดูน่าจะใกล้เคียงกับหนังรถแข่งที่สุด แต่หลังจากนั้นหนังเข้าสู่บรรยากาศของภาพยนตร์แอ็คชั่นทริลเลอร์เจือกลิ่นโรแมนติกดราม่านิดๆ

ไรอัน กอสลิ่ง ทำได้ดีในบทชายหนุ่มพูดน้อยต่อยหนัง ความเยือกเย็นของเขาดูเป็นธรรมชาติเข้ากับบุคลิกที่ดูลึกลับของตัวละคร แอบขนลุกตอนที่เขาถือค้อนไปทุบศัตรู วูบหนึ่งผมคิดไปถึงฉากในหนังเรื่อง Old Boy ของเกาหลี ส่วนตอนสวมหัวเรซินก็ดูน่ากลัวเหมือนฆาตกรโรคจิตในหนังสยองขวัญ ผิดกับภายนอกที่ดูดีในแจ็คเก็ตที่มีแมงป่องตัวใหญ่ข้างหลัง มาดซุดมือไว้ในกระเป๋าเสื้อดูคล้ายพระเอกในหนังเจ้าพ่อ นับเป็นการฉายเดี่ยวโชว์การแสดงที่น่าจดจำอีกครั้งหนึ่งของเขา
 
 
เพลงประกอบเป็นอีกอย่างที่ขอชื่นชม การใช้เพลงช้าๆเบาๆจากยุค 80 ทำให้โทนหนังเป็นแบบเรโทรย้อนยุคหน่อยๆตามสมัยนิยม บวกกับตัวหนังสือที่ใช้บอกเครดิตในหนังที่ใช้สีชมพูแสบสันทำให้คนดูนึกว่ากำลังชมภาพยนตร์ยุคเก่าอยู่

แม้จะเป็นหนังที่มีแนวทางไม่คุ้นเคยกับผู้ชมเท่าไหร่ แต่ก็ให้ความรู้สึกแปลกและสดใหม่ดี เทียบได้กับตอนที่ Batman the dark knight เปลี่ยนตัวเองจากหนังแอ็คชั่นฮีโร่มาเป็นหนังดราม่าแฝงปรัชญาเรื่องความดีความชั่ว ใครจะรู้ว่ามันจะกลายเป็น Batman ภาคที่ดีสุดตั้งแต่เคยทำมา

เช่นเดี่ยวกันใน Drive สุภาพบุรุษที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยคนนี้ ทำสิ่งที่ผิดกฏหมายมากมาย ไม่ว่าจะ ช่วยผู้ร้ายหนี ทำร้ายร่างกาย จนถึงฆ่าคนตาย โดยทุกสิ่งที่เขาทำไปมีเหตุผลที่ฟังดูดีแค่อย่างเดียว คือ การทำเพื่อคนที่รัก
 
นกไซเบอร์

edit @ 18 Jan 2012 15:09:56 by นกไซเบอร์

 

การประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 69 ที่มีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2012 ที่นครลอสแองเจลิส

 

รายชื่อผู้ชนะเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่69 ชื่อสีแดงคืออัพเดตว่าชนะรางวัล ครบแล้ว

ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
วู้ดดี้ อัลเลน – Midnight in Paris
จอร์จ คลูนี่ย์ – The Ides of March
ไมเคิล ฮาซาวินิเซียส – The Artist
อเล็กซานเดอร์ เพย์น – The Descendants
มาร์ติน สกอร์เซซี่ – Hugo

The Descendants

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม – หนังชีวิต (Drama)
The Descendants (ฟ็อกซ์ เซิร์ชไลท์ พิคเจอร์)
The Help (ดรีมเวิร์ค พิคเจอร์)
Hugo (พาราเมาท์ พิคเจอร์)
The Ides of March (โคลัมเบีย พิคเจอร์)
Moneyball (โคลัมเบีย พิคเจอร์)
War Horse (ดรีมเวิร์ค พิคเจอร์)

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม – หนังชีวิต
เกลน โคลส – Albert Nobbs
วิโอล่า เดวิส – The Help
รูนี่ย์ มาร่า – The Girl with the Dragon Tattoo
เมอรีล สตรีฟ – The Iron Lady
ทิลด้า สวินตัน – We Need to Talk About Kevin

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม – หนังชีวิต
จอร์จ คลูนี่ย์ – The Descendants
แบรด พิตต์ – Moneyball
ไรอัน กอสลิ่ง – The Ides of March
ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ – Shame
ลีโอนาโด้ ดิคาปริโอ้ – J. Edgar

the artist

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม- หนังตลกหรือหนังเพลง
50/50 (ซัมมิต เอนเตอร์เทนเม้นต์)
The Artist (เดอะไวน์สตีน คอมพานี)
Bridesmaids (ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์)
Midnight in Paris (โซนี่ พิคเจอร์ คลาสสิค)
My Week with Marilyn (เดอะไวน์สตีน คอมพานี)

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม- หนังตลกหรือหนังเพลง
โจดี้ ฟอสเตอร์ – Carnage
ชาร์ลีซ เธอรอน – Young Adult
คริสติน วีอิก – Bridesmaids
มิเชล วิลเลี่ยม – My Week with Marilyn
เคท วินสเลต – Carnage

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม- หนังตลกหรือหนังเพลง
ฌอง ดูจาร์ดิน – The Artist
เบรนแดน กลีสัน – The Guard
โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิทท์ – 50/50
ไรอัน กอสลิ่ง – Crazy, Stupid, Love.
โอเวน วิลสัน – Midnight in Paris

 นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม
เบเรนีซ เบโจ – The Artist
เจสซิกา แชสเทน – The Help
แจเน็ต แม็คเทียร์ – Albert Nobbs
ออคตาเวีย สเปนเซอร์ – The Help
เชลีน วู้ดลี่ย์ – The Descendants

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม
เคนเน็ธ บรานาห์ – My Week with Marilyn
อัลเบิร์ต บรู้กส์ – Drive
โจนาห์ ฮิลล์ – Moneyball
วิกโก มอร์เทนเซ่น- A Dangerous Method
คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ – Beginners

บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
วู้ดดี้ อัลเลน – Midnight in Paris
จอร์จ คลูนี่ย์, แกรนท์ เฮสลอฟ, โบ วิลลิมอน – The Ides of March
ไมเคิล ฮาซาวานิเซียส – The Artist
อเล็กซานเดอร์ เพย์น, แน็ต แฟ็กซัน, จิม แรช – The Descendants
สตีเว่น ซิลลิเลียน, แอรอน ซอร์กิน – Moneyball

ภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดเยี่ยม
The Adventures of Tintin
Arthur Christmas
Cars 2
Puss In Boots
Rango

A Separation

ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
The Flowers of War
In the Land of Blood and Honey
The Kid with a Bike
A Separation
The Skin I Live In

ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ยอดเยี่ยม
Ludovic Bource – The Artist
Abel Korzeniowski – W.E.
Trent Reznor, Atticus Ross – The Girl with the Dragon Tattoo
Howard Shore – Hugo
John Williams – War Horse

เพลงประกอบภาพยนตร์ ยอดเยี่ยม
“Hello Hello” จากหนัง Gnomeo & Juliet
“The Keeper” จากหนัง Machine Gun Preacher
“Lay Your Head Down” จากหนัง Albert Nobbs
“The Living Proof” จากหนัง The Help
“Masterpiece” จากหนัง W.E.

* มีรางวัลฝั่งรายการโทรทัศน์ด้วย แต่ยกมาแค่สาขาที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เท่านั้น
 

ขอบคุณข้อมูลจาก http://movie.mthai.com
 
หนังสือการ์ตูนมังงะของญี่ปุ่นได้รับความนิยมอย่างมากในหลายประเทศทั่วโลก ดังนั้น จึงมีหลายต่อหลายเรื่องถูกนำมาดัดแปลงเป็นละครลงในโทรทัศน์และเป็นภาพยนตร์ฉายในโรงหนัง ทว่า เสียงตอบรับที่กลับมาส่วนใหญ่แฟนหนังสือการ์ตูนจะไม่ค่อยชอบใจกับภาพเคลื่อนไหวสักเท่าไหร่ เพราะโดยมากจะมีการดัดแปลงเนื้องหา หรือตัดทอนให้สั้นลงเนื่องจากยาวเกินไปจนทำให้เนื้อเรื่องเสีย บ้างก็ว่าเลือกนักแสดงไม่เหมือนตัวละคร

อันที่จริงอาจจะมากจากการที่ผู้สร้างต้องการดึงคนดูทั้งกลุ่มแฟนการ์ตูนและคอหนังทั่วไป จึงต้องมีการปรับเนื้อหาบางอย่างให้ดูสมจริงเหมาะกับสื่อภาพยนตร์ สำหรับการ์ตูนแนวแฟนตาซีบวกไซไฟที่ถูกนำมาสร้างเป็นหนังแล้วได้รับความนิยมก็มี Death note กับ 20th century boys

ล่าสุด ผมได้มีโอกาสชม Gantz ทั้งภาค 1 และภาค 2 โดยไม่เคยอ่านการ์ตูนมาก่อนเลย (เช่นเดียวกับ 2 เรื่องข้างบน) มี ชินสึเกะ ซาโตะ เป็นผู้กำกับ สร้างจากการ์ตูนอันโด่งดังชื่อเดียวกัน ผลงานการแต่งเรื่องและวาดภาพของ ฮิโรยะ โอคุ ด้วยทุนสร้างอลังการกว่า 2,000 ล้านบาท ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่ามันคงจะไม่ด้อยไปกว่าภาพนิ่งบนกระดาษ

แรกที่เดียวตอนดูใบปิดหนังทำเอาผมคิดว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับ นักบินอวกาศ แต่ผิดถนัด Gantz ว่าด้วยเรื่องของ คุโรโนะ เค (นิโนมิยะ คาซึนาริ  นักร้องชื่อดังวงอาราชิ) เด็กมหาลัยธรรมดาคนหนึ่ง ที่บังเอิญได้พบกับเพื่อนเก่าสมัยประถม ชื่อ คาโต้ มาซารุ (เคนอิชิ มัตซึยาม่า จาก Death note) ในรถไฟฟ้าใต้ดิน ทั้งคู่ได้เสียชีวิตพร้อมกันแต่กลับฟื้นคืนชีพมาอยู่ในห้องๆหนึ่ง พร้อมลูกบอลสีดำใหญ่ที่เรียกว่า Gantz วางอยู่
 
 
กลุ่มคนที่คิดว่าตัวเองตายที่มารวมอยู่ในห้องนั้นถูกบีบบังคับให้เอาชีวิตรอดด้วยการเข้าสังเวียนภารกิจการตามสังหาร เซอิจิน เหล่าเอเลี่ยนส์หรือมนุษย์ต่างดาวที่แฝงอยู่ในโลกในรูปแบบต่างๆ โดยมีเงื่อนไขว่าหากใครในทีมทำภารกิจสำเร็จคนที่ยังมีชีวิตรอดทั้งหมดจะได้กลับมาที่ห้องพร้อมกับรับคะแนนสะสม หากได้ 100 คะแนนเมื่อไหร่จะสามารถเลือกได้ 2 ข้อคือ

1.เป็นอิสระ และจะไม่ถูกเรียกกลับมาที่ห้องนี้อีก ซึ่งคนคนนั้นก็จะถูกลบความจำเกี่ยวกับเรื่องต่างๆภายในห้องนั้นและสิ่งที่ทำไปทั้งหมด กลับไปเป็นคนปกติ
2.ฟื้นคืนชีพให้กับคนที่มีรายชื่ออยู่ในหน่วยความจำของกันสึ และคนที่ฟื้นคืนชีพจะมีคะแนนถูกหักออกไป 100 คะแนนในค่าใช้จ่ายการคืนชีพ
 
คูโรโน่ และ คาโต้  ต้องต่อสู้เพื่อให้ชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ขณะที่สมาชิกในทีมก็ผลัดเปลี่ยนหนุมเวียนไป ทุกครั้งที่มีใครตาย คนใหม่ก็จะปรากฏตัวขึ้นก่อนเริ่มภารกิจด้วยเสียงเพลงสัญญาณ ทั้งหมดนี้มันดำเนินไปเรื่อยๆเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด กระทั่ง เอเลี่ยนส์ รวมตัวกันแก้แค้นมนุษย์และพยายามมาที่ห้องสี่เหลี่ยมเพื่อทำลายกันสึ

เนื้อหาของหนังพูดถึงสัญชาติญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ได้น่าสนใจว่า โดยไม่สนถูกผิดหรือเหตุผลบางทีมนุษย์เราก็ยอมฆ่าใครก็ได้เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด กระนั้น บทก็ยังดูหลวมๆ ตัวละครดูติดโง่ไปหน่อยไม่สามารถสลัดคราบการ์ตูนออกได้ ทั้งการไม่ทันต่อสถานการณ์ มันยืนอึ้งจนถูกฆ่าตายง่าย หรืออาวุธปืนที่กว่าจะยิงได้ก็ดีเลย์เวอร์ อันนี้เข้าใจว่ายึดตามแบบการ์ตูน แต่มันทำให้ฉากบางฉากดูไม่ค่อยสมจริงเอาเสียเลย ขณะที่ ส่วนที่ควรจะเก็บไว้อย่างอารมณ์ขันหรือความทะลึกตึงตังที่เคยมีในหนังสือการ์ตูนกลับหายไปจากฉบับหนัง (ในการ์ตูนเล่มติดเรตเพราะมีฉากโป๊เปลือยของหญิงสาวกับฉากการฆ่ากันแบบเลือดสาด)
 
 
ฉากการต่อสู้ที่ใช้ซีจีเข้ามาช่วยดูเนียนตาดี โดยเฉพาะการค่อยๆปรากฏตัวขึ้นทีละส่วนในห้องกันสึ ถือว่าคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป คาซึนาริ ในบท คูโรโน่ ดูเหมาะสมดี แม้จะไม่ได้หวือหวามาแต่ก็เป็นตัวละครสำคัญที่นำพาเรื่องไปจนจบ มัตซึยาม่า ในบท คาโต้ น่าจะโดดเด่นกว่าด้วยการแสดงที่เขาถึงในหลากหลายอารมณ์ คงมาจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากหนังดังหลายเรื่องก่อนหน้า (Nana,Death note,Shindo)

Gantz ฉบับหนังไม่ได้อิงเนื้อหาจากการ์ตูนทั้งหมด ตอนจบของภาค 2 ยังคุลมเครืออยู่ว่าจะมีภาคต่อหรือไม่ ผู้สร้างคงลังเลจากกระแสที่หนังไม่ได้รับความนิยมในวงกว้าง เท่าไหร่ ส่วนสารที่ส่งถึงคนดูก็คือการตีความเรื่องการต่อสู้โดยใช้ความรุนแรงเพื่อช่วยคนที่เรารักนั้นมันเป็นทางแก้ไขปัญหาที่ดีแล้วหรือมันก็เป็นอีกหนึ่งข้ออ้างที่เราใช้เพื่อไล่ทำร้ายคนอื่นกันแน่

ครั้งหนึ่ง คูโรโน่ เคยหลงไหลกับความสามรถพิเศษจากชุดและอาวุธที่ได้รับ เขาเคยคิดฝันถึงขนาดว่าตัวเองเป็นฮีโร่ซึ่งกำลังได้รับมอบหมายภารกิจที่ยิ่งใหญ่อยู่ในการปราบเอเลี่ยนเพื่อปกป้องมนุษย์บนโลก แต่ต่อมาเมื่อเอเลี่ยนออกแก้แค้นพร้อมกับคำถามว่าฆ่าพวกพ้องของมันทำไม เขาก็เริ่มเห็นถึงผลกระทบจากการใช้กำลังหํ่าหั่นกัน ที่สุดทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องสูญเสียมากมาย ไม่มีวันจบสิ้น
 
 
นกไซเบอร์
 
 

edit @ 13 Jan 2012 14:15:55 by นกไซเบอร์

 
เป็นธรรมเนียมไปแล้วสำหรับผู้กำกับ ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ เจ้าของหนังต้นตำหรับส่ายหน้า กับการคลอดหนังในช่วงสิ้นปีข่องค่าย M๓๙ ไล่เลียงมาตั้งแต่ 32ธันวา สุดเขต เสลดเป็ด จนมาถึงสิ้นปี 2554 ส.ค.ส.สวีทตี้ ก็เข้าโรงฉาย หนังของ ยอร์ช มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจนว่า เป็นหนังรักที่ขายอารมณ์ขัน คำคม มุขเสี่ยวๆ โดยมีนักแสดงคู่บุญหลายต่อหลายคน ซึ่งในเรื่องนี้เขาตัดสินใจดึงทุกคนเข้ามาร่วมในโปรเจกต์นี้ พร้อมสานต่อหนังออกเป็นอีกภาคชื่อ วาเลนไทน์สวีทตี้

ส.ค.ส.สวีทตี้ เป็นเรื่องวุ่นๆของความสัมพันธ์หญิงชายในเมืองกรุง มันเริ่มต้นขึ้นในคืนวันคริสมาสอีฟ  ตั๊ด (แดน วรเวช ดานุวงศ์)ที่ถูก มาแต (แพตตี้  อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา)แฟนสาวบอกเลิก และถูก ง้อ(ยิปโซ รมิตา มหาพฤกษ์พงศ์) เพื่อนของแฟนสาวบอกรักในเวลาไล่เลี่ยกัน  ส่วน แทน(เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ )หนุ่มสุดเซอร์ก็ถูก มาแต ตามจีบ

ขณะที่ หลังอาน(โก๊ะตี๋ อารามบอย) พบรักกับ ฟ้า(สายป่าน อภิญญา สกุลเจริญสุข) คนไข้หนุ่ม ฟิน (บีม กวี ตันจรารักษ์)ที่กำลังจะผ่าตัดก็ดันตกหลุมรัก ดี้ หมอสาวสุดมั่น และ  เง็ก(ยิปซี คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์) สาวที่ปากไม่ตรงกับใจไม่รู้ตัวเลยว่า เจ็ท (ว่าน ธนกฤต พานิชวิทย์)หนุ่มเพลย์บอย กับ อุ่น(โทนี่ รากแก่น)หนุ่มมาดนิ่มสองเพื่อนซี้แอบมีใจให้เธอ

ฟังดูน่าจะเป็นเรื่องอลเวงไม่ใช่น้อยกับการนำความรักแต่ละคู่มาร้อยเรียงเป็นภาพยนตร์ เพื่อไม่ให้หนังออกมาดูมั่วซั่ว นอกจากนั้น โจทย์หนักอีกอย่างของผู้กำกับคือการที่ดาราที่มีชื่อเสียงมาเข้าฉากเดียวกันคือการควบคุมไม่ให้มีการข่มรัศมีกัน ตัวละครแต่ละตัวในหนังจึงถูกวางออกมากให้ใกล้เคียงกับคาแร็กเตอร์ของนักแสดงมากที่สุด เรียกได้ว่าพวกเขากำลังเล่นเป็นตัวเองอยู่
 
ทว่า ส.ค.ส.สวีทตี้ ที่เข้าฉายไล่เลี่ยกับ New Year's Eve หนังรักฉบับฮอลลีวู้ด ก็คงอดไม่ได้ที่จะถูกนำมาเปรียบเทียบ ที่คล้ายกันคือเป็นหนังตามเทศกาล ซึ่งแม้เรื่องหลังจะถูกสับเรื่องบทอันน่าผิดหวัง แต่ก็ยังดูมีความเป็นหนังมากกว่า ส.ค.ส.สวีทตี้ คาดว่าน่าจะเป็นความตั้งใจของผู้กำกับเองในการทำหนังเรื่องนี้ให้เป็นเหมือนซิตคอมตอนสั้นๆ เราจึงเห็นตัวละครที่เพี้ยนๆ หลุดโลก ไม่มีอยู่ในชีวิตจริง

ตัวบทจึงมีความเบาหวิว ตลอดทั้งเรื่องแบนราบ บทสนทนาเต็มไปด้วยคำคม ปรัชญาความรัก(วลี สภาวะทิ้งตัว กำลังได้รับความนิยมบนโลกไซเบอร์) ไปจนถึงมุขตลกคาเฟ่ เหล่านี้ดูประดิษฐ์มาก แม้ถ้อยคำจะฟังดูเก๋แต่ก็ไม่เป็นธรรมชาติ คล้ายกับคนที่ใช้ความพยายามทำบางสิ่งบางอย่างเกินไปจนหลุดเสียเอง

ด้านการแสดง แดน กับ เป้ ติดวางมาดเยอะทำให้ดูเกร็งๆ แพตตี้ กับ ยิปซี ก็ดูแสดงล้นๆยังไงชอบกล บีม กับ จ๋า บทน้อยจนดูเป้นตัวแถม ที่แสดงได้ไหลลื่นมากกว่าใครๆก็มี ว่าน ไม่เลวทีเดียวกับผลงานเรื่องแรก ส่วน โก๊ะตี๋ สายป่าน ยิปซี ประสบการณ์กับความสามารถทำให้สอบผ่านฉลุย แน่นอนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ จตุรงค์ ค่อม ชวนชื่น แอนนา ชวนชื่น ที่เรียกเสียงฮาได้เยอะกับการปรากฏตัวในเวลาสั้นๆ
 
ยอมรับว่าบางช่วงก็น่ารักดี พออมยิ้มไปกับการเสียดสีประชดประชันคนนิสัยไม่ดีในสังคมอย่างพวก เจ้าชู้ แย่งแฟนเพื่อน เอาแต่ใจ ขี้เก๊ก ชอบโกหก แอบรักเพื่อนตัวเอง กระนั้น ส่วนตัวก็ยังเห็นว่าหนังเรื่องนี้มันไม่ให้อารมณ์ถึงขีดสุดซักด้าน ไม่ว่าจะ ซึ้ง หรือ ตลก คล้ายกับที่ผมไม่ค่อยชอบอารมณ์ขันใน สุดเขตเสลดเป็ด ในความคิดของผม แสบสนิทฯ จึงยังเป็นผลงานขึ้นหิ้งเบอร์หนึ่งของ ยอร์ช
 
อาจจะเป็นเพราะมีการกั๊กเนื่องเรื่องไว้ ช่วงท้ายของหนังมีการปูทางไปสู่ภาคต่อ แต่ทำไงได้ในเมื่อหนังแนว ยอร์ช ที่ถูกวิจารณ์ไปต่างๆนาๆทั้งชมและด่ากลับสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำทุกครั้ง เมื่อเทียบกับทุนสร้างที่ไม่สูง ไม่แปลกที่เขาจะยืนยันแนวทางซึ่งเป็นตัวตนของเขา
 
นกไซเบอร์

edit @ 12 Jan 2012 11:14:46 by นกไซเบอร์

 
หากจะพูดถึงผู้หญิงที่เป็น เซ็กส์ซิมโบล ของโลก หลายคนคงอดนึกถึง มาริลีน มอนโร ฉากในภาพยนตร์เรื่อง The Seven Year Itch ที่เธอถูกลมพัดจนกระโปรงขึ้นมากลายเป็นซีนอมตะที่สื่อถึงความเซ็กซี่ของหญิงสาวได้ลงตัวที่สุด หลายคนเห็นเธอเป็นไอคอนมากกว่าดารา โดยล่าสุด ลินด์เซย์ โลฮาน ถึงกับถ่ายภาพเซ็ตเลียนแบบ มาริลีน มอนโร ลงใน New York Magazine เรียกเสียงฮืออาได้พอสมควร

มาริลีน มอนโร จึงเป็น นักแสดง นักร้อง นางแบบ ชาวอเมริกันที่โด่งดังและมีชื่อเสียงจวบจนทุกวันนี้ เพราะนอกจาก ความสวยเซ็กส์ซี่ ของเธอแล้ว เรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอก้น่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้งการไต่เต้าจากนักแสดงโนเนม ชีวิตสมรสที่ล้มเหลว (เธอแต่งงานและหย่าถึงสามครั้ง) การมีสัมพันธ์ลับกับประธานาธิบดี จอห์น เอฟ.เคนเนดี การเสียชีวิตแบบเป็นปริศนาในบ้านพัก คล้ายกับ ไมเคิล แจ็กสัน แพทย์ระบุว่า เธอใช้ยาเกินขนาด

ต่อมาหลังจากเธอจากไปหลายวิบปี หนึ่งในเรื่องลึกลับของเธอก็ถูกเปิดเผยขึ้น เมื่อ โคลิน คลาร์ค เขียนอนุทินสองเล่มเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ มาริลีน มอนโร เดินทางไปประเทศอังกฤษ เพื่อแสดงหนังเรื่อง The Prince and the showgirl โดยเขาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับที่สามในหนักเรื่องนี้ อนุทินเล่มแรกเขาเขียนถึงบรรยากาศในกองถ่าย อนุทินที่สองเล่าถึงช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่เขาได้ใกล้ชิดกับเธอ

นั่นเองเป็นที่มาของหนัง My week with Marilyn เรื่องราวของชายหนุ่มธรรมดาที่มีโอกาสได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งกับเซ็กซี่สตาร์สาวอันดับหนึ่งของฮอลลีวู้ดในยุคนั่น เชื่อว่าผู้ชายทั้งโลกคงอดอิจฉาเขาไม่ได้ ไซม่อน เคอร์ติส ผุ้กำกับต้องเนรมิตกองถ่ายหนังรวมถึงบรรยากาศและผู้คนในปี 1956 ขึ้นมา พร้อมทั้งต้องถ่ายทำหนัง The Prince and the showgirl ซ้อนเข้าไปอีกด้วย
 
 
หนังถ่ายทอดผ่านมุมมองของ โคลิน คลาร์ค (เอ็ดดี้ เร้ดเมย์)ชายหนุ่มที่มาจากครอบครัวผู้ดีอังกฤษที่หลงไหลโลกของภาพยนตร์ เขาเสนอตัวเข้าทำงานในค่ายหนังจนได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับที่สามของ เซอร์ลอเรนซ์ โอลิเวียร์(เคนเนธ บรานาห์)ในหนังเรื่องใหม่ โคริน ตื่นเต้นกับกองถ่าย เขาพบรักกับ ลูซี่ (เอ็มม่า วัตสัน) สาวจากแผนกเครื่องแต่งกาย กระทั่ง มาริลีน มอนโร (มิเชลล์ วิลเลียมส์) ปรากฏตัวขึ้น เขาก็ไม่อาจถอนสายตาจากใบหน้าเธอได้เลย

บทเน้นไปที่การตีแผ่ชีวิตของซุปเปอร์สตาร์ในแบบซุบซิบนินทาดารา เกี่ยวกับพฤติกรรมไม่ดีไม่งามของ มาริลีน มอนโร ในกองถ่าย ทั้ง การมาสาย เอาแต่ใจ ไร้ระเบียบ จนคนเกือบทั้งกองเอือมระอา มีก็แต่ โคลิน เท่านั้นที่เข้าอกเข้าใจและเห็นใจเธอ นํ้าใจที่เขามีต่อเธอนี้เองทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองลึกซึ้งจนทำให้ใครหลายคนไม่พอใจ

เรื่องของ หนุ่มน้อยไร้เดียงสา กับ ดาราสาวมากเสน่ห์ ก็ช่วยขับเน้นความโรแมนติกและดราม่าได้อย่างดี มิเชลล์ วิลเลียมส์ แสดงเป็น มอนโร ในแบบของเธอ ซึ่งก้ทำถูกแล้วที่ไม่จงใจลอกคาแร็กเตอร์มา แต่จินตนาการถึง มอนโร ด้วยตัวเอง เอ็ดดี้ เร้ดเมย์ ไม่ได้หน้าตาหล่อเหลาถึงขั้นที่สาวๆหลงรักเมื่อแรกเห็น แต่เขาก็เป้นชายหนุ่มมีบุคลิกที่ดูดีมากทีเดียว โดยเฉพาะรอยยิ้ม ที่น่าชื่นชมอีกอย่างคือโปรดักชั่นการสร้างฉากและเครื่องแต่งกายย้อนยุคที่เหมือนจริง รวมถึงภาพสวยงามของ พระราชวังวินด์เซอร์ วิทยาลัยอีตัน ตลอดจนแม่นํ้าเธมส์ ของอังกฤษ

 
My week with Marilyn ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นหนังอัตชีวประวิติของ มาริลีน มอนโร เนื่องจากมันเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งในต่างแดนของเธอเท่านั้น แถมยังถูกเล่าผ่านปากของเด็กในกองถ่าย โดยบางคนอาจจะมองว่าเข้าปั้นแต่งเรื่องขึ้นมา ซึ่งก็ไม่มีใครยืนยันได้ชัดเจน ทว่า สิ่งที่เป็นข้อเท้จจริงก็คือ เขาได้ใช้ช่วงเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ร่วมกับเธอเป็นการส่วนตัวจริงๆ และการที่ โคลิน รอให้ผ่านไปเกือบสามสิบปีจึงเขียนเรื่องดังกล่าวก็น่าจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของเขาได้

อีกทั้งเรื่องราวที่เขาเล่าก็ทำให้เราเข้าใจชีวิตของคนมีชื่อเสียงในฮอลลีวู้ดมากขึ้น เบื้องหน้าชีวิตที่ดูงดงามเหมือนจะมีพร้อมทุกอย่างนั้น ใต้แว่นกันแดดสีดำที่ใช้ป้องกันแสงแฟลชของช่างภาพคือสายตาอันอิดโรยของ มาริลีน มอนโร การอดทนต่อแฟนคลับที่รุมล้อมบนท้องถนน นักข่าวที่คอยติดตามไปทุกที่ ความกดดันจากผู้คนรอบตัวที่คาดหวังให้เธอต้องสวยตลอดเวลา ทั้งหมดนี้สั่งสมจนทำให้เธอนอนไม่หลับจนต้องใช้ยาช่วย ที่สุดก็นำพาไปสู่โศกนาฏกรรมซํ้าแล้วซํ้าเล่าที่เกิดขึ้นกับคนดังของโลก
 
นกไซเบอร์

edit @ 10 Jan 2012 10:51:58 by นกไซเบอร์

 
ปีใหม่เป็นเทศกาลที่คนส่วนใหญ่มุ่งหน้ากลับสู่บ้านเกิดเพื่อพบปะกับคนในครอบครัว บรรยากาศโดยร่วมก็คงต้องบอกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความชื่นมื่น ทว่าหากลงลึกไปในแต่ละครอบครัว ไม่ใช่ทุกบ้านที่จะมีความสุขเมื่อทุกคนกลับมาอยู่พร้อมหน้า

คนที่ไม่กลับบ้าน ก็จะถูกเสียงติติงจากญาติพี่น้อง ส่วนคนที่นานๆกลับมาเจอกัน หลังจากทักทายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันแล้ว ช่วงเวลาต่อจากนั้นก็มีทั้งการคุยโม้โอ้อวด ปรับทุกข์ และอาจเลยเถิดถึงขึ้นรื้อฟื้นความหลังจนนำไปสู่การถกเถียงหรือมีปากเสียงกัน

Still Walking คือหนังครอบครัวที่สะท้อนห้วงอารมณ์ข้างต้นได้อย่างดี ภาพยนตร์ของผู้กำกับ ฮิโรคาสุ โคริเอดะ เจ้าของผลงาน Nobody Knows อันลือลั่น  ปี 2009 นับเป็นยุคทองของหนังครอบครัวญี่ปุ่นเพราะทั้ง Still Walking,Tokyo Sonatra,Departures ต่างพาเหรดคว้ารางวัลจากเวทีประกวดหนังทั่วโลกอย่างถ้วนหน้า ซึ่ง ฮิโรคาสุ โคริเอดะ ได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากหลายเวที ส่วน ฮิโรชิ อาเบะ ได้รางวัลนักแสดงนำ

หนังเฝ้ามองชีวิตความเป็นไปของครอบครัวหนึ่งกินเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง หากแต่ในหนึ่งวันนั้นช่างแสนยาวนานเพราะมันเป็นวันครบรอบวันตายปีที่ 15ของ จุนเป พี่ชายคนโตผู้ล่วงลับจากการจมนํ้า เรียวตะ ลูกชายคนเล็กช่างเขียนภาพตกงาน (ฮิโรชิ อาเบะ) เดินทางกลับบ้านพร้อมกับ ยูคาริ (ยูอิ นัทสึคาว่า) ภรรยาม่ายสาว และ อัทสึชิ เด็กชายวัยประถมลูกติดของเธอ โดยมี ชินามิ (ยู) พี่สาวคนกลางที่พยายามจะรับภาระครอบครัวแทนพี่น้อง กับสามีไม่เอาไหน และลูกสาว ลูกชายวัยไล่เลี่ยกับ อัทสึชิ มาถึงก่อนแล้ว
 
 
โทชิโกะ (คิคิ คิริน) แม่บ้านผู้คอยเอาอกเอาใจทุกคนในครอบครัวง่วนกับการทำอาหารเลี้ยงคน 9 ชีวิต ขณะที่  เคียวเฮ (โยชิโอะ ฮาราดะ) พ่อบ้างานที่เคยเป็นแพทย์ฝีมือดี หนีออกไปเดินเล่นนอกบ้านเพียงลำพัง แม้เวลาจะผ่านมานาน แต่ทั้งคู่ก็ยังทำใจกับการสูญเสีย จุนเป ไปไม่ได้ โทชิโกะ คาดหวังว่าลูกชายสุดที่รักจะดูแลในยามแก่ชรา เคียวเฮ หมายมั่นให้ลูกชายคนโตสืบทอทอดกิจการคลีนิกต่อจากเขา
 
ดังนั้น เมื่อบทสนทนามีเรื่องของคนตายเข้ามาเกี่ยว ความเจ้ากี้เจ้าการของแม่ คำพูดขวานผ่าซากของพ่อ มักทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหาร ในครัว หรือ ห้องนั่งเล่นดูอิหลักอิเหลื่อทุกครั้ง

บทของหนังเป็นไปแบบราบเรียบคล้ายสารคดี ไม่มีจุดไคล์แมกซ์ ออกจะน่าเบื่อสำหรับคนที่ไม่ใช่คอหนังดราม่า มุมมองหนังถ่ายทอดให้คนดูเป็นผู้สังเกตการณ์พฤติกรรมกับคำพูดของคนในบ้านแบบละเอียดยิบ กระนั้น เรื่องราวที่นำเสนอก็เป็นเพียงกิจวัตรประจำวันธรรมดา แต่สารัตถะนี่เองที่แฝงไปด้วยบาดแผล ความทุกข์ ความเศร้า และปมความลับในใจมากมายของสมาชิกในบ้าน ถือเป็นหนังครอบครัวที่แฝงถึงปรัชญา การใช้ชีวิต ความตาย ความสัมพันธ์ของคนใมนคอบครัวได้ดีเยี่ยม
 
มุมกล้องบางครั้งจับไปที่สิ่งของ หรือ มองสะท้อนผ่านกระจก ให้อารมณ์ที่แปลกไปอีกแบบ การถ่ายภาพของหนังสวยงามแบบเป็นธรรมชาติ ไร้การปรุงแต่ง ดูเนียนตา สร้างความรู้สึกเงียบสงบทำให้เราสบายใจและผ่อนคลายมาก
 

ตัวละครมีมิติและความย้อนแย้งในตัวเองสูง อาทิ เรียวตะ ที่ต้อต้านความคิดพ่อ ทุ่มเถียงความคิดของแม่ตลอด กลับแอบเก็บเรียงความอาชีพในฝันที่เคยเขียนว่าอยากเป็นหมอเอาไว้ รวมถึงยอมสวมชุดนอนแปลกๆที่แม่ซื้อให้ ด้านตัวละครแม่เองแม้ภายนอกดูเหมือนว่ามีนํ้าใจ แต่ก็เลือกที่รักมักที่ชัง และมีความคิดเคียดแค้นฝังลึกในใจตัว พ่อ ปากก็บอกว่ารังเกียจลูกติดของ เรียวตะ แต่กลับหวังใจว่า อัทสึชิ จะอยากเป็นแพทย์เหมือนเขา ดูเหมือนว่าทั้งหมดจะมีสายใยบางๆกระหวัดพันเกี่ยวกันไว้

ฮิโรชิ อาเบะ ไม่ได้โชว์การแสดงที่หวือหวา หากแต่ความนิ่งเฉยของเขาที่เขากับตัวละอย่างดีก็ถือเป็นการแสดงที่น่าชื่นชม พอๆกับ คิคิ คิริน ผมเคยเห็นเธอแสดงบทแม่ผู้ใจดีใน Tokyo Tower พอมาในเรื่องนี้ เธอได้แสดงฝีมือในบทที่ต่างออกไป ทั้งดีใจหายและร้ายลึก ยิ่งตอนเข้าฉากกับ โยชิโอะ ฮาราดะ นั้นถือเป็นการประชันบทบาทครั้งสำคัญของดาราสูงอายุมากฝีมือของญี่ปุ่น

การไม่ยอมปล่อยให้อดีตผ่านไป ทำให้ครอบครัวนี้จมอยู่กับความหลังจนไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้ คนที่ควรจะตายไปแล้วจึงยังคงเดินวนเวียนอยู่เหมือนผีเสื้อที่ดำรงชีวิตอยู่ในฤดูหนาว


นกไซเบอร์
 
ปล.ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า ผีเสื้อ คือ วิญญาณของผู้ตายที่มาสื่อสารบางอย่างแก่ผู้ที่ยังผูกพัน เช่น คนรัก หรือคนในครอบครัว มีบทกวีไฮกุบทหนึ่งที่กล่าวว่า "ข้าพเจ้าเห็นดอกไม้ลอยกลับเข้าหาต้น แท้ที่จริงแล้วเป็นผีเสื้อตัวหนึ่ง"


edit @ 4 Jan 2012 15:47:29 by นกไซเบอร์

edit @ 10 Jan 2012 13:32:03 by นกไซเบอร์

 
กฏหมายเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกถกเถียงกันทุกยุคทุกสมัย ด้วยข้อสงสัยว่ามันสามารถทำให้สังคมมนุษย์อยู่กันอย่างสงบสุขได้จริงหรือไม่ บทลงโทษที่มีอยู่มันแรงหรือเบาเกินไป และจะทำอย่างไรเมื่อคนไม่เคารพกฏหมาย

ภาพยนตร์เรื่อง ฝนตกขึ้นฟ้า หรือในชื่อสากลว่า Headshot เป็นผลงานการกำกับและเขียนบทของ เป็นเอก รัตนเรือง หน้าหนังถือว่าดูดีทีเดียว เพราะดัดแปลงมาจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันนี้ของ วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนรางวัลซีไรต์

พล็อตเรื่องก็น่าสนใจ เล่าถึงชีวิตของ ตุล นายตำรวจหนุ่มใจซื่อมือสะอาดที่วันหนึ่งเขาต้องเสียรุ่นพี่ที่สนิทไปจากการจับกุมยาเสพติดคดีใหญ่ จำเลยเป็นน้องของผู้มีอิทธิพลเหนือกฎหมาย เขาถูกจับคุกเพราะทำร้ายร่างกายทนายที่พยายามติดสินบน

ในคุก ตุล เขียนจดหมายถึง ปีศาจ นักเขียนที่เขาชื่นชอบในแนวคิดจากหนังสือซึ่งรุ่นพี่ที่จากไปส่งให้อ่าน ไม่นาน หมอสรวง ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมยื่นข้อเสนอในการช่วยเขาให้ออกจากคุกแลกกับการเข้าร่วมองค์กรลับองค์กรหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการกับมารสังคมที่กฎหมายทำอะไรไม่ได้ อาทิ นักการเมืองคอรัปชั่น พ่อค้ายาเสพติด หรือพวกค้ามนุษย์
 
 
ทีแรก ตุล ไม่เห็นด้วยกับการตั้งตัวเป็นศาลเตี้ย กระทั่ง เขาเสีย ทิวา แฟนสาวไปโดยที่ตำรวจไม่สนใจใยดีจะสืบสวน เขาจึงกลายเป็นมือสังหารอันดับหนึ่งขององค์กรลับ คนชั่วรายแล้วรายเล่าถูกกำจัด ทว่า หลังรอดตายจากการถูกยิงในภารกิจหนึ่ง ตุล ก็ฟื้นขึ้นมาและพบว่าตัวเองมองเห็นภาพทุกอย่างกลับหัวไปหมด เหตุนี้เองที่ทำให้เขาคิดถอนตัวจากองค์กร ขณะเดียวกัน กรรมที่เขาก่อไว้เริ่มกลับมาส่งผลกระทบ เมื่อจู่ๆมีกลุ่มคนโผล่มาไล่ล่าตัวเขา โชคดีที่ เอริน สาวลึกลับโผล่มาถูกจังหวะ ตุล เลยจี้บังคับเธอให้พาเขาหนีไปจากทุกสิ่ง

ฝนตกขึ้นฟ้า เป็นหนังแนวฟิล์มนัวร์ (ความรุนแรง เซ็กส์ ยาเสพติด) ที่ดูไม่ยากเหมือนหนังบางเรื่องของ เป็นเอก ออกจะเป็นหนังที่แมสสุดด้วยซํ้า ตัวบทมีความน่าสนใจ แต่น่าเสียดายที่ไม่เล่าถึงอาการมองทุกอย่างกลับหัวของ ตุล ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรื่องละเอียดนัก โดยมุ่งไปที่การตีแผ่ความฉ้อฉลของสังคมกับการตีความสิ่งที่องค์กรลับกำลังทำอยู่มากกว่า ว่ามันถูกต้องหรือไม่กับการการพิพากษาความผิดของพวกผู้มีอิทธิพลด้วยกระสุนปืน

การเล่าเรื่องโดยตัดสลับระหว่าง อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทำให้หนังดูยากขึ้นนิดหน่อย ใครตามเรื่องไม่ทันอาจสับสนว่าฉากไหนเกิดก่อนหลัง บทสนทนามีอารมณ์ขันแบบตลกร้ายประปราย ส่วนการถ่ายภาพแม้จะเป็นโทนหม่นๆ แต่ก็แฝงความสวยงามในหลายตอน อย่างฉากที่ ตุล ยืนมองท้องฟ้าในยามเช้าริมทะเล มันให้ความรู้สึกผ่อนคลายเหลือเกิน

 
ตุล ที่รับบทโดย ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม ถูกวางให้เป็นตัวเดินเรื่อง ถือว่าแสดงได้ดีทีเดียว ทั้งอาการทรงตัวไม่ได้จากการเห็นภาพกลับหัว รวมถึงการทิ้งดาบจากหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรมาจับปืนสวมบทตำรวจ ชอบประโยคที่เขาสบดด่าว่า "ทุนนิยมเหี้ยๆ" หรือ ตอนที่ตะคอกถามหา "แคบหมูอยู่ไหน" ได้อารมณ์จริงๆ

อีกคนที่น่าพูดถึงคือ อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต หรือ โจอี้บอย ในบท ต่องพงษ์ มาเฟียที่ต้องการล้างแค้นให้พ่อ ดูเป็นตัวละครที่มีคาแร็กเตอร์โดดเด่นดึงดูดสายตาคนดูในทุกฉากที่ออกมา เสียดายบท ทิน ผู้ช่วยของตุล ที่แสดงโดย โจ๊ก อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ มีน้อยเกินไป ผมว่าการแสดงของเขาไม่ธรรมดาเลย เหมือนว่า โจ๊ก จะถูกจริตกับงานหนังนะ
 
ส่วน คริส หอวัง ในบท เอริน ดูคล้ายกับเป็นนักแสดงสมทบซะมากกว่า ด้านชนกพร สยังกูล ที่รับบท ทิวา นอกจากฉากเซ็กส์ที่เรียกเสียงฮือฮาแล้ว เธอถูกวางให้เป็นตัวประกอบของเรื่องเท่านั้น

โดยรวมผมชอบหนังเรื่องนี้นะ เป็นผลงานของเป็นเอกไม่กี่เรื่องที่ดูสนุก นานๆบ้านเราจะมีหนังอาชญากรรมดีๆสักที หากปี 2552 มี เฉือน ปี 2553 มี นาคปรก ปี 2554 ก็มี ฝนตกขึ้นฟ้า นี่ล่ะที่พอให้พูดถึง

ท้ายที่สุดแล้ว ฝนตกขึ้นฟ้า อาจมีนัยยะแฝงบางอย่าง แล้วแต่คุณจะตีความถึงสิ่งใดในสังคมของเราที่มันกลับกำลังหัวกลับหางอยู่ เหมือนกับคำพูดของ ตุล ที่ว่า การที่ผมเห็นภาพกลับหัวมันทำให้ผมต้องตั้งใจมองสิ่งต่างๆรอบตัวมากขึ้น
 
นกไซเบอร์

edit @ 17 Dec 2011 19:31:50 by นกไซเบอร์

Machine Gun Preacher คนบาปกลับใจ

posted on 14 Dec 2011 21:14 by cyberbird
 
เกือบทุกครั้งที่ชมภาพยนตร์ ผมจะเป็นคนเลือกเองว่าจะดูหรือไม่ดูเรื่องไหน ยิ่งในช่วงปลายปีที่หนังหนีนํ้าท่วมทยอยอัดเข้ามาจนแน่น การตัดสินใจก็ยิ่งยากขึ้น แต่เชื่อไหมว่ากับเรื่องนี้ หนังมันเลือกผม แรกทีเดียวผมไม่ทราบเลยว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอะไร เห็นแต่หน้าปกมีเฮีย เจอราร์ด บัตเลอร์ ยืนถือปืนอยู่ ซึ่งหลังๆมานี่ แกก็ถืออยู่หลายเรื่อง(Gamer,Law Abiding Citizen) ตอนนั้นเองตาผมเหลือบไปเห็นข้อความชวน ให้เล่นเกมส์ชิงตั๋วหนังในโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพียงแค่ใส่ชื่อนามสกุลเข้าไป 
 
พอผมพิมพ์เสร็จรายชื่อบนคอมเมนท์ก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นจนเป็นหลักร้อย (ผู้โชคดีมีแค่ 10 คน ทีมงานจะสุ่มเอา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใช้วิธีไหน)ผ่านไปหลายชั่วโมง จนผมเกือบลืมไปแล้ว ก็มีการประกาศผล ปรากฏว่าดันมีชื่อผมปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้โชคดีเฉยเลย เอาละสิหนังอะไรยังไม่รู้เลย ได้บัตรซะงั้น มีเวลาไม่มากหาข้อมูลได้ความว่าเป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริง ผลงานการกำกับของ มาร์ค ฟอสเตอร์ ครั้งนี้เหมือนกับเขาเอาทักษะการเล่าเรื่องของหนังแอ็คชั่นและหนังดราม่า จาก Quantum of Solace กับ The Kite Runner ผสมกัน 
 
Machine Gun Preacher บอกเล่าชีวิตอันโด่งดังในกาฬทวีปของ แซม ไชลเดอร์ส (เจอราร์ด บัตเลอร์)อดีตนักเลงหัวไม้ หัวหน้าแก๊งค้ายาในนอร์ธ ดาโกต้า มีชีวิตวนเวียนกับ อาชญากรรม กลุ่มอันธพาล ยาเสพติด และคุกอยู่หลายปี เป็นคนบาปที่ห่างไกลศาสนา จนกระทั่งเขาพบกลับจุดกลับตัวเมื่อวันหนึ่งหลังก่อคดีร้ายแรงทั้งที่เพิ่งออกจากคุกไม่นาน ลินซ์ (มิเชล โมนาแกน) ภรรยาพาเขาเข้าโบสถ์เพื่อทำพิธีล้างบาป จากนั้น แซม ก็พบกับพระเจ้า เขาค่อยๆกลับตัวเป็นคนดี หางานทำ ใช้เวลากับลูก และรู้จักเสียสละเพื่อผู้อื่น 
 
ครอบครัวของแซมเริ่มมีฐานะดีขึ้นหลังจากที่ธุรกิจซ่อมแซมบ้านหลังพายุเฮอริเคนทำเงินได้มากมาย เขามีเวลาและเงินจนสามารถสร้างโบสถ์ขึ้นมาในชุมชนเพื่อช่วยคนติดยา โสเภณี และเด็กยากจนในละเวกบ้าน รวมถึง ดอนนี่ (ไมเคิล แชนน่อน)เพื่อนซี้ที่คบกันมาตั้งแต่เด็ก
 
 
ต่อมา แซม อาสาสมัครไปช่วยเหลือเด็กกำพร้าใน ซูดาน ประเทศที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกาซึ่งกำลังรบพุ่งกันระหว่างฝ่ายเหนือที่เป็นมุสลิมกับฝ่ายใต้ที่เป็นคริสต์เตียน ความจริงที่โหดร้ายในแดนมิกสัญญีที่เต็มไปด้วยสงคราม ความอดอยาก ทำให้ ไชลเดอร์ส ปวดร้าวกับภาพที่เห็น แทบทุกคืนกลุ่มแอลอาร์เอกบฏหัวรุนแรงจะบุกเผาหมูบ้าน สังหารผู้ใหญ่และจับเด็กผู้ชายมาบังคับให้เป็นทหาร เพื่อปกป้องเด็กๆจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เขาจึงต้องจับปืนเพื่อต่อสู้อีกครั้ง
 
หนังใช้เวลาไปกับชีวิตส่วนตัวของ แซม ไชลเดอร์ส มากพอดู เราได้เห็นด้านที่เลวสุดขั้วจนมาถึงด้านที่ดีใจหายของเขา ก่อนที่ครึ่งหลังหนังจะพาเราไปพบกับความจริงอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งบนโลก บางสิ่งที่ผู้นำทั่วโลกทำเป็นหลงลืมหรือมองข้ามมันไป โชคดีที่ แซม เป็นคนทำอะไรทำจริง เราจึงได้เห้นความมุ่งมั่นจนถึงขั้นดันทุรังของเขาในการหาเงินมาช่วยเด็กผิวดำจากคนละทวีป ทั้งๆตัวเองและครอบครัวกำลังถังแตก
 
บทหนังตัดสลับเหตุการณ์ไปมาระหว่างที่สหรัฐฯกับซูดาน ฉากต่อสู้ไม่ได้ยิงกันดุเดือดเลือดพล่านเหมือนแรมโบ้แต่โฟกัสไปที่ความสูญเสีย ภาพความรุนแรงที่ชาวซูดานต้องประสบนั้นถูกถ่ายทอดออกมาสะเทือนอารมณ์เป็นอย่างมาก จนเราอาจรู้สึกผิดที่อยู่ดีกินดีขนาดนี้ยังขวนขวายอยากได้ มือถือแพงๆ รองเท้าสวยๆ เสื้อผ้าหรูๆ  
 
เจอราร์ด บัตเลอร์ ในลุคเคราเฟิ้มดูแปลกตาไปหน่อย ส่วนการแสดงอยู่ในเกณฑ์ดีที่เดียว ทั้งอารมณ์เกรี้ยวกราดไปจนถึงซีนอารมณ์  ที่น่าชื่นชมคือ ไมเคิล แชนน่อน บทของ ดอนนี่ แทบไม่มีอะไรเด่น แต่เขาส่งสายตาให้คนดูสงสารและเห็นใจได้
 
ชาวซูดานกล่าวขานว่า แซม ไชลเดอร์ส เป็นนักบวชคนขาวที่พระเจ้าส่งมา แต่แท้ที่จริงแล้วเขาเป็นเพียงแค่ชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่ไม่ดูดายต่อชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ ตัวละครในเรื่องกล่าวว่า หากมีคนแบบเขาในโลกนี้มากๆ โลกเราคงจะน่าอยู่กว่านี้
 
 
นกไซเบอร์
 
ปล.ประชาชนชาวซูดานใต้ฉลองเป็นประเทศใหม่ล่าสุดของโลกไปเมื่อวันที่ 9 กรกฏาคม 2011 ปัจจุบัน แซม ไชลเดอร์ส ยังคงปฏบัติภารกิจอยู่ที่นั่น

edit @ 14 Dec 2011 23:39:57 by นกไซเบอร์

Old boy รอยแค้นแห่งอดีต

posted on 14 Dec 2011 17:28 by cyberbird
 
เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว บางสิ่งบางอย่างในอดีต ทั้งสิ่งที่ดีหรือเลวที่คุณเคบทำ ยิ่งนานเราก็ยิ่งหลงลืมมันไปโดยเฉพาะเรื่องแย่ๆ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม หากไม่มีคนมารื้อฟื้นมันซะ แน่นอนว่าพื้นที่สมองคงไม่อยากจดจำนัก

ไม่นานมานี้มีข่าวว่า ฮอลลีวู้ดผุดโปรเจกต์รีเมกหนังเกาหลีอีกเรื่อง คือ Old boy ที่โด่งดังในเอเชียไปเมื่อช่วงปี 2003ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉบับฮอลลีวู้ดจะหน้าตาอย่างไร ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอยู่เรื่องเดียวคือ The departed

ว่าแล้วก็เลยหยิบแผ่นมาปัดฝุ่นดูสักหน่อย หลังจากดองไว้เสียนานจนเกือบเค็ม Old boy เล่าถึงชีวิตของ โอแดซู ผู้ชายขี้เมาธรรมดาคนหนึ่งที่จู่ๆครอบครัวก็ถูกสังหารโหด และตัวเขายังถูกขังในคุกลับนานถึง 15 ปี อย่างไร้คำอธิบาย

โอแดซู สั่งสมความแค้นมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเรียนรู้และฝึกฝนร่ายกายขณะถูกคุมขัง เมื่อถูกปล่อยตัว เขาก็ตัดสินใจจะล้างแค้นด้วยตัวเอง โดยเดินหน้าสืบหาคนที่ทำลายชีวิตเขา โอแดซู ได้รับความช่วยเหลือจาก  มิโด หญิงสาวที่เข้ามาในชีวิต เขาค่อยๆปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกัน จนพบว่าคนที่เขาแค้นและกำลังตามล่าตัวอยู่คือ วู จิน ลี ชายลึกลับที่บอกว่าเขาเองก็มีความแค้นในอดีตต่อ โอแดซู เช่นกัน
 
 
ทว่า โอแดซู กลับจำไม่ได้เลยว่าเขาเคยทำสิ่งเลวร้ายอะไรไว้สมัยมัธยม และเขาไม่รู้เลยว่าความลำดำมืดนี้เองที่กำลังจะกลับกลายเป็นความจริงอันน่าสะพรึงกลัวสำหรับตัวเขาเอง บทหนังเก็บงำความลับได้ดีมาก เนื้อเรื่องจึงน่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ สมกับเป็นหนึ่งในหนังล้างแค้นไตรภาคของผู้กำกับ ปาร์ค ชุน วุก
 
ชเวมินชิก แสดงนำได้อย่างยอดเยี่ยมมาก เขาเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องที่มีพลัง ไม่ว่าจะบทบู๊ หรือซีนอารมณ์เขาก็ทำได้ดีไปเสียหมด นับเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซในชีวิตเขา ด้าน ยูจีแท ก็ทำได้ดีในบทชายผู้มีแค้นฝังใจ มาดนิ่งไร้อารมณืของเขากวนอวัยวะเบื้องล่างไม่น้อยเลย แต่ส่วนตัวผมว่าเขาดูเด็กเกินไปหน่อย  ขณะที่  คังเฮจอง ในบทสาวไร้เดียงสาดูน่าค้นหาไปอีกแบบ เพราะเมื่อความจริงเปิดเผยเราอดสงสารเธอไม่ได้

หนังค่อยๆเฉลยความลับทีละนิด ก่อนจะปล่อยให้คนดูช็อกกับมันในจุดไคล์แม็กซ์ จากนั้นก็ทิ้งปริศนาสุดท้ายเอาไว้ที่บทสรุปของเรื่อง นับเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงที่คุ้มค่ากับการชม

แม้จะมีฉากต่อสู้ที่ดิบเถื่อน เลือดสาด รุนแรงแต่หนังก็แฝงแง่คิดถึงการล้างแค้นได้ดี แรกที่เดียวเราอาจหลงสะใจไปกับสิ่งที่ตัวเอกทำ ดูคล้ายกับว่าการเอาคืนของเขาเป็นสิ่งถูกต้องแล้ว กระทั่ง เรื่องราวดำเนินสู่จุดที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ เมื่อนั้นเราอาจเริ่มเห็นข้อดีของการ ให้อภัย ปล่อยวางให้สิ่งต่างๆในอดีตมันผ่านไป ยอมให้ คำขอโทษ ได้ทำหน้าที่ของมันบ้าง

เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว
 
นกไซเบอร์

edit @ 3 Jan 2012 21:57:57 by นกไซเบอร์