<

Home โลกคือบ้านของเรา

posted on 24 Aug 2009 18:06 by cyberbird

 

หลังจากที่ตั้งใจจะดูแต่พลาดเข้าโรงผิด(สงสัยอ่านในบทวิจารณ์เรื่อง Up)คราวนี้ด้วยสติบวกกับความตั้งใจอันแน่วแน่ ผมก็ได้ชมหนังสารคดีสิ่งแวดล้อมเรื่องเยี่ยมแห่งปีจนได้

ที่โรงภาพยนตร์ 3 ลิโด้ น่าน้อยใจนิดหน่อยที่ก่อนหน้านี้(ช่วงใกล้วันสิ่งแวดล้อม) Home ยืนโรงฉายที่สกาล่า ซึ่งโรงมีขนาดใหญ่กว่า กว้างกว่า ผู้คนให้ความสนใจมากกว่า แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น

เมื่อมีหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวู้ดมาก็เบียดหนังสารคดีที่ใครๆตั้งเป้าไว้ว่าน่าเบื่อก็กระเด็นมาฉายในโรงที่เล็กและเงียบที่สุด

ทั้งๆมันเป็นหนังที่คนทั้งโลกควรจะได้ดู เพื่อให้ตระหนังถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังกันเสียที ทว่า หนังสารคดีไม่ถูกกับจริตของคนไทยส่วนมากมาแต่ไหนแต่ไร น่าเบื่อ เนื้อหาหนัก ดูแล้วหลับ คือสิ่งที่แทบทุกคนจินตนาการเอาเองตั้งแต่ยังไม่ได้ดู

กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น พายุ นํ้าท่วม แผ่นดินไหว สึนามิ ฯ แม้ไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ กระนั้น เราทุกคนต่างตระหนักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นสัญญาณอะไรบางอย่าง โลกใบนี้จะอยู่ไปได้อีกนานเท่าไหร่ นั่นคือคำถามที่ไม่มีใครตอบได้

วันที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้มีคนดูไม่ถึง 10 คนด้วยซํ้า  หนังใช้เสียงบรรยายข้อมูลคลอไปกับภาพภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มุมกล้องเป็นแบบ bird eye view เน้นให้เห็นภาพมุมกว้าง(คุณจะเห็นว่าแท้ที่จริง โลกเราสวยงามอย่างมาก)


ยอมรับว่าในช่วงแรกผมเกือบวูบหลับไปเหมือนกัน ในตอนที่บรรยายถึงการกำเนิดโลก ที่มีศัพท์ทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงลึกประดังเข้ามา แต่ก็มาตื่นตาขึ้นเมื่อเข้าใกล้กลางเรื่องที่มีการชี้ถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างตรงที่สุด

ผมชอบตรงที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้รณรงค์หรือโฆษณาชวนเชื่อจนเกิดเหตุ เพียงแต่ค่อยๆอธิบายปรากฏการณ์และผลเสียที่ตามมาหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เมื่อลัทธิบริโภคนิยมถูกเผยแพร่ไปทั่ว โดยใช้คำถามคมๆกระแทกเข้าความคิดของผู้ชมเป็นช่วงๆทั้ง นี่โลกกำลังเผาตัวเองหรือ? สิ่งเหล่านี้มากเกินความจำเป็นหรือไม่? ระหว่าง มือ กับ เครื่องจักร เราจะเลือกสิ่งไหน? เราควรครํ่าครวญสิ่งที่เสียไป หรือรักษาสิ่งที่เหลืออยู่?

สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างของ Home คือการถ่ายภาพที่สวยงามเป็นอย่างมาก บอกใบ้นิดนึงว่าหนังจบแบบมีความหวัง หลังจากที่ได้รับรู้ข้อมูลด้านลบมาโดยตลอด ในตอนท้ายเหมือนยังมีแสงสว่างที่ส่องให้เห็นอยู่รำไร

Home เป็นหนังสารคดีของ ญานน์ อาร์ทูส์-แบร์ทรองด์ ที่นอกจากทำหน้าที่กำกับแล้วยังร่วมเขียนบทด้วย ภาพยนตรืเรื่องนี้ใช้เวลาในการสร้างร่วม 3 ปี เพราะต้องเดินทางหาโลเกชั่นเพื่อถ่ายทำให้ได้ภาพแปลกตากว่า 54 ประเทศ เนื่องจากเป็นภาพยนตร์ที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อโลก จึงต้องตระเวนถ่ายทำเพื่อเก็บสต๊อกภาพที่มีความยาวถึง 488 ชั่วโมงแล้วนำมาตัดต่อให้เหลือเพียง 120นาที

ตอนจบหนังใช้เพลง Take me home , Country Roads ของ John Denver มาเป็นเพลงประกอบเหมือนต้องการจะสื่อสารว่าโลกที่เราอยู่ในทุกวันนี้ไม่ใช่โลกอันสงบสุขใบเดิมเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว  คล้ายกับการร้องอยากกลับบ้านหลังเดิม

หนังทิ้งท้ายว่า "เรื่องราวของโลกใบนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป อยู่ที่เราจะเขียนด้วยกัน"



ชมตัวอย่างหนังสารคดียอดเยี่ยมแห่งทศวรรษได้ที่ลิงค์ข้างล่างเลยครับ

http://cool.mthai.com/HomeVDO

นกไซเบอร์

edit @ 24 Aug 2009 18:18:00 by นกไซเบอร์

edit @ 26 Aug 2009 22:40:11 by นกไซเบอร์

edit @ 9 Sep 2009 22:29:19 by นกไซเบอร์

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านๆแล้วก็รู้สึกอยากดูบ้างแฮะ
ไม่เคยได้ยินชื่อ แต่รู้จักเพลงTake me home , Country Roadsนะคะ (ไม่ได้แก่ แค่พ่อแม่เปิดบ่อย ฮาา)

จิ้มตามไปดูตัวอย่าง big smile

#1 By HeDw!g on 2009-08-24 18:17

สามารถชมหนังได้แบบเต็มๆที่นี่ครับ

http://www.youtube.com/homeproject

เผื่อใครยังไม่ได้ดู แต่โหลดนรกมากๆเลย sad smile

#2 By Seam - C on 2009-08-25 13:25