<

of

 
ความเชื่อน่าจะเป็นอิสระอย่างหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงมี เรามีสิทธิ์ที่จะเชื่อและไม่เชื่อต่อสิ่งใดก็ได้ในชีวิตแม้ต่อให้เราโดนบังคับให้เชื่อในสิ่งใด เราอาจทำตัวเหมือนเชื่อต่อสิ่งนั้น ทว่าลึงลงไปข้างในเราอาจไม่มันก็ได้

ภาพยนตร์เรื่อง Life of Pi สร้างจากนิยายชื่อเดียวกัน ชื่อไทยคือ การเดินทางของพาย พาเทล แต่งโดย ยานน์ มาร์เล นักเขียนชาวแคนาดา ฉบับหนังกำกับโดย  อังลี่ ผู้กำกับมากฝีมือชาวไต้หวัน เดิมที่จะได้ โทบี้ แม็กไกวร์ มาแสดงเป็น ยานน์ มาร์เล แต่ อังลี่ ปลดเขาออกด้วยเหตุผลว่า เขาดังเกินไปจนดูต่างจากนักแสดงคนอื่นๆในเรื่อง

เนื้อหาของหนังเริ่มต้นด้วย ยานน์ มาร์เล(ราล์ฟ สเปล) นักเขียนหนุ่มที่เดินตามหาพล็อตมาเขียนหนังสือ ขำได้รับคำแนะนำจากชายชาวอินเดียให้มาหา พาย พาเทล (อีร์ฟาน ข่าน) อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ในแคนาดา พาย พาเทล จึงเล่าเรื่องราววัยเด็กให้เขาฟัง

พาย พาเทล เป็นเด็กที่อยากรู้อยากเห็น เขามีปมเรื่องถูกล้อชื่อที่โรงเรียน จึงเปลี่ยนชี้แจงคนทั้งโรงเรียนว่าชื่อของคำคือ พายในหลักคณิตศาสตร์ ต่อมาเขาส่งสัยในเรื่องความเชื่อทางศาสนาและตัดสินใจนับถือถึง 3 ศาสนา ทั้ง ฮินดู คริสต์ และอิสลามเมื่อโตเป็นหนุ่มหลังจาก พาย (สุราจ ชาร์มา)พบรักแรกได้ไม่นานบ้านของเขาที่เป็นสวนสัตว์ก็ประสบภาวะวิกฤติทางการเงิน
 
 
พ่อของพายตัดสินใจนำสัตว์ไปขายที่ทวีปอเมริกาเหนือและพาครอบครัวไปตั้งต้นชีวิตใหม่ที่แคนาดา ยังไม่ทันที่เขาจะคลายความคิดถึงบ้านเกิด เรือขนส่งลำใหญ่ที่บรรทุกคนกับสัตว์จำนวนมากก็เจอพายุถล่มจนจมทะเล
พาย เป็นมนุษย์ที่รอดชีวิตเพียงคนเดียว โดยเขาต้องเอาตัวรอดอยู่กลางทะเลบนเรือกู้ชีพกับ ริชาร์ด พาร์คเกอร์ เสือเบงกอลตัวโตที่พร้อมจะกินเขาทุกเมื่อ

Life of Pi น่าจะเป็นหนังไม่กี่เรื่องที่สร้างจากหนังสือแล้วถ่ายทอดออกมาได้ดีไม่แพ้ฉบับวรรณกรรม โดยเฉพาะการใส่ใจในรายละเอียดของตัวหนังสือ มีบางตอนที่ถูกตัดไปบ้างแต่ใจความสำคัญยังคง ความสมบูรณ์

บทดำเนิดได้อย่างลื่นไหลพาเราผจญภัยไปในท้องทะเลกว้างใหญ่ แม้จะรู้ว่าท้ายที่สุด พาย รอดชีวิตแต่หนังก็ทำให้คนดูลุ้นตามไปกับการเอาชีวิตรอดของตัวละคร ภาพสวยงามตระการตาชนิดที่สูสีกับหนังเรื่องอวตาร โดยเฉพาะฉากปลาบิน

การแสดงต้องบอกว่าเป็นวันแมนโชว์ของ สุราจ ชาร์มา ผู้รับบทเป็นพายจริงๆ จุดนี้ต้องให้เครดิต อังลี่ ที่ติวนักแสดงได้อย่างดี ฉากอารมณ์สำนึกผิดของเขาหลังจากฆ่าปลามากิน ฉากที่เขาตัดพ้อโชคชะตา ต่อพระเจ้า ฉากเสียใจที่เห็นสัตว์บนเรือฆ่ากันเอง ฉากร้องไห้คิดถึงคนในครอบครัว ล้วนแล้วแต่ชวนให้คนดูเสียนํ้าตา นอกจากนี้ยังมี ฉากทุบหัวปลากระโทง ฉากร้าวร้าวในการต่อสู้กับเสือ ที่เผยให้เห็นสัญชาติญาณดิบของมนุษย์
 
 
ขณะที่ อีร์ฟาน ข่าน ที่แสดงเป็น พาย พาเทล วัยกลางคนก็ดํ่าดิ่งสู่บทชายที่อดีตเคยรอดตายจากกลางทะเลได้ลึกซึ้งคล้ายกับว่าเขาส่งพลังแห่งความอ่อนล้าจากภายในผ่านทางดวงตา เรียกว่าใช้ฝีมือและความเก๋าล้วนๆส่วน ราล์ฟ สเปล ในบท ยานน์ มาร์เล ถึงจะเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์แต่ก็คอยรับส่งบทได้ดี

หนังจบด้วยความอิ่มเอมเต็มเปี่ยมด้วยความหวังและศรัทธา ช่วงท้ายมีเซอร์ไพรส์เล็กน้อย เมื่อคนดูถูกบีบให้เชื่อเรื่องเล่า 1 ใน 2 เรื่องของ พาย และมันก็เปิดกว้างมากพอให้ถกเถียงกันอย่างออกรส เรื่องหนึ่งสดใสแต่เหลือเชื่อ อีกเรื่องหม่นเศร้าทว่าสมจริง แบบไม่มีการชี้นำ ยานน์ มาร์เล เลือกที่จะเชื่อเรื่องแรก ผิดกับเจ้าหน้าที่จากบริษัทเดินเรือชาวญี่ปุ่นที่เลือกจะเชื่อเรื่องที่สอง
 
กระนั้นมันก็เป็นแค่เรื่องระหว่างทาง เพราะปลายทางที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ก็คือ จะด้วย ศรัทธา ความเชื่อ ความหวัง มหัศจรรย์ ปาฏิหาริย์ หรือ พระเจ้า ไม่ว่าคุณจะเรียกขานมันว่าอะไรก็ตามแต่ พาย พาเทล รอดชีวิตมาได้เพราะสิ่งนั้น
 
คะแนน9.5/10
 
นกไซเบอร์
Tags: life, of, pi 2 Comments
 
ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากหนังสือชื่อเดียวกัน (The Perks of being a Wallflower) ของ สตีเฟ่น ชาร์บอสกี้ และเขาขอรับหน้าที่เป็นผู้กำกับในฉบับหนังเพื่อให้ถ่ายทอดออกมาได้ใกล้เคียงกับหนังสือมากที่สุด (ว่ากันว่าเนื้อหาของเรื่องนี้มาจากส่วนหนึ่งในความทรงจำวัยเด็กของเขา)

นอกจากนี้ ยังมีนักแสดงวัยรุ่นชื่อดังมากมายมาร่วมเล่น ทั้ง  เอมม่า วัตสัน,โลแกน เลอร์แมน, จอห์นนี่ ซิมม่อน, เอสร่า มิลเลอร์ล เป็นต้น สมทบกับ พอล รัดด์ ในบทครูหนุ่มใจดี ทำให้ได้รับความสนใจจากผู้ชมวัยรุ่นพอสมควร

The Perks of being a Wallflower ว่าด้วยเรื่องราวของ ชาร์ลี (โลแกน เลอร์แมน) เด็กหนุ่มวัย 15 กับการเข้าเรียนในปีแรกของไฮสคูลอดีตที่หนักหนาสาหัสทั้งการสูญเสียของน้าและเพื่อนสนิททำให้จิตใจของเข้าไม่มั่นคง ชาร์ลี จึงเป็นเด็กเก็บตัว พูดน้อย ไม่มีเพื่อนสิ่งที่คลายเหงาในชีวิตเขาคือการเขียนจดหมายหาเพื่อนคนหนึ่งและเล่าชีวิตวัยรุ่นที่แสนน่าเบื่อให้ฟัง

มีเพียง ครูแอนเดอร์สัน (พอล รัดด์) ที่สอนวิชาวรรณกรรมเท่านั้นที่ให้ความสนใจในตัว ชาร์ลี เพราะรู้ว่าเขาตั้งใจเรียน เขาให้หนังสือ ชาร์ลีไปอ่านหลายเล่ม พร้อมกับเชื่อว่าสักวัน ชาร์ลี จะกลายเป็นนักเขียนได้ ต่อมา ชาร์ลี ก็มีเพื่อนคนแรกจนได้เมื่อเขารวบรวมความกล้าเข้าไปคุยกับ แพทริค หนุ่มรุ่นพี่สุดกวนที่มาลงซ่อมวิชาเดียวกับที่ ชาร์ลี เรียน
 
 
แพทริค แนะนำให้เขารู้จักกับ แซม ซึ่งทีแรก ชาร์ลี เข้าใจผิดคิดว่าทั้งคู่เป็นแฟนกัน เมื่อรู้ว่าไม่ใช่ ชาร์ลี จึงหลงรัก แซม อย่างสุดหัวใจแพทริคและแซม พา ชาร์ลี เข้างานปาร์ตี้และร่วมกลุ่มกับพวกเขา ชาร์ลี ดีใจมากที่มีเพื่อน เขารู้สึกไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป เพราะทุกคนในกลุ่มของเขาล้วนแปลกแยกจากสังคมวัยรุ่นในโรงเรียนทั้งนั้น ทว่า ยิ่งเขาคาดหวังกับอนาคตมากเท่าไหร่ อดีตที่ไม่เคยลบเลือนก็ยิ่งย้อนกลับมาหาเขามากเท่านั้น

บทหนังซื่อตรงต่อต้นฉบับที่เป็นหนังสือ เนื้อเรื่องเป็นแนว coming of age หรือการก้าวผ่านช่วงเวลาสับสนในวัยรุ่นเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ผสมกับความโรแมนติกดราม่าหม่นๆ จากการเฉลยปมในอดีตที่แสนเศร้าของตัวละคร กระนั้น แม้ว่าเหตุการณ์ในอดีตจะเลวร้าย แต่หนังได้เลือกวิธีนำเสนอแบบไม่รุนแรง ใช้บรรยากาศซึมเศร้า หม่นหมอง แทนฉากโศกนาฏกรรม ตัดทอนส่วนที่รุนแรงโดยปล่อยให้คนดูใช้จินตนาการเอง หนังจึงดูสวยงามมากกว่าหดหู่

การถ่ายภาพงดงาม นำเสนอชีวิตวัยรุ่นได้ครบทุกแง่มุม ดนตรีประกอบในหนังก็ส่งอารมณ์ตัวละคร เหล่านี้คงต้องชื่นชม สตีเฟ่น ชาร์บอสกี้ ผู้กำกับที่ถือว่าเป็นนักเขียนไม่กี่คนซึ่งสามารถหันมาเอาดีทางการกำกับภาพยนตร์ได้
 
 
สำหรับการแสดง แน่นอนว่า โลแกน เลอร์แมน ทำได้ดี บทนำของเรื่องส่งให้เขาดูมีเสน่ห์และน่าสงสารในเวลาเดียวกัน การตัดผมสั้นทำให้เขาดูเด็กมากจริงๆ เอมม่า วัตสัน เป็นดอกไม้ของเรื่องที่ช่วยกลบความเศร้าต่างๆด้วยรอยยิ้มอันสดใส ขณะที่ เอสร่า มิลเลอร์ โดดเด่นที่สุด ตัวละครของเขามีสีสัน บวกกับการแสดงที่เข้าถึงอารมณ์หลากหลาย ไม่ว่าจะเฮฮา สุข ทุกข์ ดีใจ เสียใจ ลบภาพเด็กโรคจิตเก็บกดในเรื่อง we need to talk about kevin ได้จดหมด

The Perks of being a Wallflower เป็นหนังรักวัยรุ่นที่มีเนื้อหาผู้ใหญ่มาก มันทั้งเข้มข้น หม่นหมอง แต่ก็น่าประทับใจมาก กล่าวถึงชีวิตอย่างจริงจัง เปรียบปัญหาต่างๆในชีวิตเป็นดั่งกำแพงที่ขวางกั้นอยู่ระหว่างวัยรุ่นกับวัยผู้ใหญ่

ถ้าอดีตที่สวยงามช่วยผลักเราให้เดินหน้า อดีตอันแสนเจ็บปวดคงฉุดเราให้เดินถอยหลัง ส่วนการจะลืมนั้น คงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด
 
คะแนน 9/10
 
นกไซเบอร์

edit @ 24 Jul 2013 10:29:37 by นกไซเบอร์

 
ชีวิตคนเราต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่นานมานี้ผมเสียญาติผู้ใหญ่ไปอย่างไม่มีวันกลับ เพื่อนร่วมออฟฟิศที่ทำงานด้วยกันมาหลายปีก็ทยอยลาออกไปเรื่อยๆ รวมถึงได้รับการ์ดเชิญไปร่วมพิธีอุปสมบท งานแต่งงาน ส่วนงานศพไม่จำเป็นต้องมีหนังสือเชิญ

เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเข้ามากระทบจิตใจเรา ซํ้าแล้วซํ้าเล่า คล้ายกับคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดใส่ชายฝั่ง บางครั้งมันก็เอาบางอย่างจากเราไป บางครั้งมันทิ้งบางสิ่งเอาไว้ในหัวใจที่กลวงเปล่า

คำถามที่ว่า มนุษย์เกิดมาทำไม ผุดขึ้นมาในหัวผมหลังจากชมภาพยนตร์เรื่อง The Tree of Life หนังที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 64 ฝีมือของ เทอร์เรนซ์ มาลิค ผู้กำกับรุ่นดึกของวงการหนัง โดยมีนักแสดงชื่อดังทั้ง แบรด พิตต์ ฌอน เพนน์ และ เจสซิก้า แชสเทน แสดงนำ

ยอมรับว่าส่วนตัวไม่ได้ดูหนังแนวอาร์ทมากแบบนี้นานแล้ว เข้าใจอารมณ์ที่บอกว่าต้องปีนบันไดดูขึ้นมาทันที เพราะตัวหนังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ และการถ่ายทอดภาพจากมุมกล้องที่แปลกตา
      
เนื้อเรื่องไม่ได้ซับซ้อนอะไร กล่าวถึงครอบครัวหนึ่งในปี 1950  มีหัวหน้าครอบครัวคือ Mr. O'Brien (แบรด พิตต์)มีภรรยาแสนสวย( เจสซิก้า แชสเทน) และลูกชาย 3 คน โดย แจ็ค ลูกชายคนโตมีความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งกับพ่อ หลังจากย้ายบ้านไม่นาน ลูกชายคนกลางได้เสียชีวิตลง ดูเหมือนว่านับตั้งแต่นั้น ความเศร้าก็เข้าปกคลุมครอบครัวนี้ตลอดมา
 
 
ตัวหนังเน้นไปที่การเฝ้าดูชีวิตเล็กๆที่ค่อยๆเติบโตขึ้น โดยมีเสียงรํ่าร้องถึงพระเจ้าสอดแทรกอยู่เรื่อยๆ มุมกล้องในหนังถ่ายในมุมที่เปลี่ยนไปตลอด มีทั้งกดตํ่าลงสู่พื้นดิน ระดับสายตา กระทั่ง เชิดสูงขึ้นฟ้า ขณะที่ แจ็ค ในวัยผู้ใหญ่ (ฌอน เพนน์) จมอยู่กับความเศร้าในอดีตที่น้องชายต้องเสียชีวิตลง เขาหลงทางอยู่ในเมืองใหญ่ ถามหา พระเจ้า รวมถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่

หนังตีความของสิ่งมีชีวิต ด้วยการยกท้าวความยกเอาภาพของจักรวาลอันกว้างไกล หลุมดำ ดวงดาว กำเนินโลก ยุคไดโนเสาร์ มาถ่ายทอดและให้เวลานานพอดู

แม้จะทำใจมาบ้างแล้วว่าหนังเป็นแนวไหน แต่ผมก็ยังโดนหนังเรื่องนี้ก็ยังหลอกหลอนจนได้ รอบที่ผมไปดู เวลาผ่านไปไม่ถึง 15 นาที ผู้ชมก็เริ่มเดินออกจากโรงไป เป็นอย่างนี้จนหนังจบ และเชื่อว่าที่นั่งอยู่กว่าครึ่งอาจพ่ายแพ้ต่อความง่วงงันจนเผลอหลับไป

 
อันที่จริง The Tree of Life ก็ไม่ได้เลวร้ายมาก แต่หนังแนวดราม่าแฟนตาซีจัดๆขนาดนี้ไม่ค่อยมีฉายในบ้านเรา หลายคนเมื่อเจอจังๆโดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนจึงผละจากเก้าอี้ทันที

แบรด พิตต์ แสดงได้ดีในบทพ่อ ซีนอารมณ์เกรี้ยวกราด ความเป็นผู้นำครอบครัว ถ่ายทอดออกมาอย่างสมจริง ก็ไม่น่าแปลกใจ สมกับที่ในชีวิตจริงเขาก็เป็นพ่อที่เลี้ยงลูกถึง 6 คน คิดว่านี่เป็นอีกบทบาทที่น่าชื่นชมของเขา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ตอบคำถามใดๆ เพียงแต่ถ่ายทอดให้เห็นถึงการกำเนินของชีวิตเล็กๆ ที่แม้ว่าจนถึงจุดหนึ่งจะยิ่งใหญ่เพียงใด ชีวิตในบริษัทบนตึกระฟ้า ก็ไม่อาจหลีกหนีสัจธรรมแห่งชีวิตได้พ้น บนโลกใบนี้เราทุกคนต่างต้องเจอกับ สุข ทุกข์ อย่างเท่าเทียมกัน
 
เอาเข้าจริงวงจรชีวิตมนุษย์เราก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ ต้นไม้ เลย
 
นกไซเบอร์

edit @ 20 Jul 2011 10:19:10 by นกไซเบอร์

 
ความฝันมักจะโตขึ้นตามวัย เมื่อก่อนแค่เราได้กินไอศกรีม หรือได้ของเล่นใหม่สักชิ้น ก็มีความสุขจะตายแล้ว หากเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ ได้ทำงานมีเงินเดือนมากๆ ของพวกนี้กลับกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยที่แทบไม่ได้สะกิดใจให้เรารู้สึกดีกับมันเลย (นาทีนี้คงต้องเป็นมือถือเครื่องใหม่ ไอแพด โน๊ตบุ้ค รถหรูๆเท่านั้นกระมัง)

Children of Heaven คือหนังที่ทำให้ผมย้อนกลับไปรับรู้ถึงความรู้สึกในวัยเด็กอีกครั้ง ตอนที่รองเท้าคู่ละไม่กี่ร้อยทำให้ผมเดินยืดอยู่ในโรงเรียนได้นานนับเดือน

เป็นครั้งแรกที่ผมได้ชมภาพยนตร์สัญชาติอิหร่าน รวมถึงภาพยนตร์จากตะวันออกกลาง ดินแดนสนทยาที่ไม่ค่อยเปิดเผยตัวตนต่อโลกใบนี้ เพราะเคร่งครัดไปด้วยกฏเกณฑ์จากประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา และความเชื่อท้องถิ่น

หนังเรื่องนี้ฉายในประเทศอิหร่านเมื่อปี ค.ศ. 1997 เขียนบทและกำกับการแสดง มาจิด มาจิดี ผู้กำกับที่แจ้งเกิดอย่างแท้จริง เมื่อหนังเล็กๆจากประเทศอิหร่าน โปรดักชั่นธรรมดา แถมยังพูดภาษาเปอร์เซียตลอดเรื่อง ถูกเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ประจำปี ค.ศ. 1999 แม้ไม่ได้รับรางวัล (ภาพยนตร์เรื่องที่ได้รับรางวัลนี้คือ Life Is Beautiful ของโรแบร์โต เบนิญี่) แต่ก็ทำให้คนทั่วโลกหันมาสนใจหนังจากโลกอาหรับมากขึ้น
 
 
ตัวหนังว่าด้วยเรื่องของสองพี่น้อง อาลี กับ ซาร่าห์  เด็กน้อยจากครอบครัวยากจนในกรุงเตหะราน พ่อเป็นแรงงานรับจ้าง แม่กำลังป่วย แต่ อาลี ดันมาทำรองเท้าที่เพิ่งซ่อมมาของ น้องสาว หายขณะกลับบ้าน อาลีกลัวถูกพ่อตี โดยเชื่อว่าครอบครัวไม่มีเงินพอที่จะซื้อรองเท้าคู่ใหม่ เมื่อแอบได้ยินเรื่องค่าเช่าบ้านที่ค้างมาหลายเดือน เขาจึงตกลงกับ ซาร่าห์ จะไม่บอกให้พ่อแม่รู้ และแก้ปัญหาด้วยการผลัดกันใส่รองเท้าผ้าใบคู่เก่าไปโรงเรียน

ท่ามกลางความลำบากลำบนจากการรีบร้อนมาเปลี่ยนรองเท้า ซาร่าห์ ไม่สามารถเถลไถล กลับบ้านช้าได้เลย แม้ในวันที่มีการสอบ เธอก็ต้องกามั่ว ส่วน อาลี ก็ไปสายจนถูกครูดุ แถมยังต้องปฏิเสธคำชวนของเพื่อนในการเล่นฟุตบอล เพื่อถนอมรองเท้าคู่เดียวไว้

กระทั่ง ความหวังในการได้รองเท้าคู่ใหม่เกิดขึ้น เมื่อ อาลี เจอประกาศรับสมัครแข่งขันวิ่งมาราธอนสำหรับนักเรียนชาย ที่มีรางวัลที่ 3 เป็นรองเท้าผ้าใบคู่ใหม่เอี่ยม เขาอ้อนวอนคุณครูเพื่อเข้าแข่งขันโดยไม่สนใจรางวัลที่ 1 หรือ 2 เลย
 
 
 
 
นับตั้งแต่หนังญี่ปุ่นเรื่อง Nobody Know ก็มีเรื่องนี้แหละที่ทิ้งอะไรหลายอย่างไว้ในหัวผมมากมายหลังจากดูหนังจบ แม้ Children of Heaven จะไม่ได้หม่นเศร้าเท่าเรื่องแรก แต่กลับสร้างความสงสาร ความเห็นอกเห็นใจได้มากกว่า

นักแสดงนำของเรื่องที่เป็นเด็กสองคนนั้น เล่นได้จริงซะจนหลายคนต้องเสียนํ้าตาให้กับความน่ารัก ไร้เดียงสาของทั้งคู่ เนื้อหาของหนังเป็นภาพสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของคนจนในเมืองหลวงได้อย่างดี

ผมนั่งมองรองเท้าหลายคู่ที่เรียงอยู่บนชั้นวาง เมื่อเดือนก่อนผมยังมีความคิดอยากที่จะได้รองเท้าอีกสัก 2-3 คู่มาขึ้นวางบนหิ้ง จนผมได้ดูหนังเรื่องนี้จบลง ความคิดของผมก็เปลี่ยนไป
 
มนุษย์เรามีเท้าแค่สองข้าง ต่อให้เรามีรองเท้ามากมายสักเพียงใด สุดท้ายก็ใส่ได้แค่ครั้งละคู่เท่านั้น
 
 
นกไซเบอร์

edit @ 27 Mar 2011 18:21:10 by นกไซเบอร์

  

การกลับมาอีกครั้งของภาพยนตร์สายลับที่อายุยืนที่สุดในโลก เจมส์ บอนด์ กับตอนสุดระหํ่า ที่นำแสดงโดย แดเนียล เคร็ก กับภารกิจการตามล่าเหล่าร้ายแบบข้ามโลก(ถ่ายทำในหลายประเทศทั้ง อังกฤษ อิตาลี ออสเตรีย ชิลี ปานามา) รวมทั้งการรอคอยเวลาในการชำระความแค้นในใจ

หลังจากภาคที่แล้วเขาถูกหักหลังโดย เวสเปอร์ หญิงสาวที่เขารัก จนทำให้เขามีบาดแผลที่ลืมไม่ลงแบบฝังลึกอยู่ข้างในหัวใจ ในภาคล่าสุดนี้เขาต้องตามร่องรอยองค์กรลับที่เป็นอันตรายต่อโลก

บอนด์และเอ็ม (จูดี้ เดนช์) ได้สอบสวนมิสเตอร์ ไวท์ (เจสเปอร์ คริสเตนเซน) ผู้ที่เผยว่า องค์กรที่แบล็คเมล์เวสเปอร์นั้นลึกลับซับซ้อนและมีอิทธพลมาก  ต่อมาหน่วยข่าวกรองได้ตามรอยของผู้ทรยศในหน่วย MI6 ไปยังบัญชีธนาคารในไฮติ

 

บอนด์ตามร่องรอยไปจนได้รู้จักกับสาวสวย คามิลล์ (โอลก้า คุรีเลนโก้) ผู้ที่มีความแค้นซ่อนอยู่ในใจเช่นเดียวกับเขา คามิลล์พาบอนด์ไปพบ โดมินิค กรีน (มาติเยอ อมัลริค) วายร้ายภายใต้คราบนักธุรกิจ ที่เป็นตัวการสำคัญในองค์กรลึกลับนี้

ภารกิจครั้งนี้มีผลกระทบกว้างกว่าที่คาดไว้ เพราะเกี่ยวพันถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้ง ทรัพยากรที่สำคัญในพื้นที่ การแสวงผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศมหาอำนาจกับนักลงทุนผู้หิวกระหายความมั่งคั่ง การทำรัฐประหารในประเทศที่ไร้เสถียรภาพ

ท่ามกลางการชิงไหวชิงพริบ การโกง การทรยศหักหลัง การฆาตกรรมและการหลอกลวง ยิ่งใกล้ได้พบความจริงเท่าไหร่ สายลับรหัส 007 ของเราก็ยิ่งเสี่ยงตายมากขึ้น

เจมส์ บอนด์ ภาค แดเนียล เคร็ก มีเสียงตอบรับเป็นสองทาง ที่ไม่ชอบก็มักว่าเขาไม่เหมาะกับนี้ตั้งแต่แรกแล้ว บางคนบอกว่าตั้งแต่สีผมเลย(ที่ผ่านมาไม่เคยมีบอนด์ผมสีทอง)  แถมหน้าตาก็ไม่ได้หล่อเหลาอะไร ส่วนหุ่นก็บึกอย่างกับนักมวยปลํ้า เล่นเรื่องแรมโบ้น่าจะเข้าท่ากว่า

ไม่รู้เป็นเพราะแบบนี้หรือเปล่า บุคลิกของสายลับ 007 ในภาค  แดเนียล เคร็ก จึงทั้ง ห่าม ดุ บ้าดีเดือด บู๊ดุเดือดและลุยแหลก ผิดกับบุคลิก เจมส์ บอนด์  ในภาคอื่นๆ ที่ทั้ง สุขุม เยือกเย็น ฉลาดเฉลียว อย่างสุดขั้ว

กระนั้น ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยชอบ เจมส์ บอนด์ในแบบฉบับ  แดเนียล เคร็ก โดยบอกว่าดูมีความแข็งแกร่งสมชาย ต่อสู้กับผู้ร้ายได้สุดมันส์ รวมทั้งมีวิธีจัดการกับคนชั่วได้อย่างสะใจ

ชอบหรือไม่ ที่แน่ๆภาคหน้าเราก็ต้องได้ดูเขาอีกในภาคหน้าแน่นอน เพราะได้มีการเซ็นสัญญาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

ชมหนังตัวอย่าง 007 Quantum Of Solace สุดมันส์ที่ลิงค์ข้างล่างครับ

http://foo.mthai.com/url/video.mthai.com/player.php?id=23M1214926292M0

 

นกไซเบอร์

edit @ 9 Nov 2011 16:29:00 by นกไซเบอร์